ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา : จากบันทึกและความทรงจำ

ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา : จากบันทึกและความทรงจำ

วีราวรรณ ทัศนุตากุล

สิ่งเหล่านี้ที่โดมโหมจิตข้า
ให้แกร่งกล้าเดือนปีไม่มีหวั่น
ถ้าขาดโดมเจ้าพระยาท่าพระจันทร์
เสมือนขาดสัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม
เปลื้อง วรรณศรี, 2495

เช้าของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นฝันร้ายของคนกว่าสามพันคนในสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ พวกเขาได้เห็นได้สัมผัสกับความโหดเหี้ยมทมิฬหินชาติ เผชิญหน้ากับโชคชะตาที่นำพาไปสู่ความสยดสยองและการนองเลือดและข้อกล่าวหาเป็นอัปยศ

วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นทั้งวันสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งหลายอย่าง การล้อมปราบอย่างเหี้ยมโหดทารุณเพื่อต้องการปิดฉากการแสดงพลังของนักศึกษาประชาชน เป็นปลายทางของกระบวนการทำลายพลังประชาชนและเป็นจุดเปิดของความสิ้นหวังในแนวทางสันติวิธีที่ทำให้ไม่มีทางเลือก

สำหรับพวกเขาเหล่านั้น 20 ปีที่ผ่านมา ภาพแห่งความป่าเถื่อนยังคงตราตรึงและระทึกขวัญราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน ชะตากรรมอันเลวร้ายเกินกว่าที่จะคาดได้ถูกยัดเยียดให้ ด้วยข้อกล่าวหาที่คลุมเครือและก่อให้เกิดความเคลือบแคลง

ถึงวันนี้ผ่านมา 20 ปี ของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ข้อมูลจากบันทึกและความทรงจำของผู้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในบทความนี้ คงทำให้สามารถปะติดปะต่อภาพประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ได้ชัดเจนขึ้นระดับหนึ่ง เพื่อร่วมระลึกถึงเพื่อน ๆ ที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันในธรรมศาสตร์เช้าวันนั้น

ภาคแรก : ภาพเหตุการณ์
สืบเนื่องจากการกลับเข้าประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร ในฐานะสามเณร ก่อให้เกิดการคัดค้านและชุมนุมขับไล่

ภาพปริศนา : การตีพิมพ์ภาพละครแขวนคอ ข้ออ้างการปราบปราม
กล่าวได้ว่าภาพถ่ายละครซึ่งแสดงโดยนักศึกษาชุมนุมนาฏศิลป์และการละครธรรมศาสตร์ ที่ลานโพธิ์ บนข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ดาวสยาม และบางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2519 ก่อให้เกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรงต่อผู้ที่พบเห็น ภาพนี้เป็นภาพปริศนา? เพราะเมื่อแรกที่หนังสือพิมพ์เผยแพร่ออกไป ช่วงสายของวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ผู้ใช้ชื่อกว่ากลุ่ม

กลุ่มผู้รักชาติ ได้ออกแถลงการณ์ให้ “รัฐบาลจับกุมและดำเนินคดีกับบุคคลที่ทำหุ่นเหมือนสมเด็จพระบรมฯ” แต่เมื่อถึงเวลาค่ำกลับเปลี่ยนข้อความใหม่เป็น “ศูนย์นิสิตฯ ได้นำบุคคลที่มีใบหน้าคล้ายพระพักตร์ของสมเด็จพระบรมฯ มาแขวนคอ”

จากคำให้การต่อศาลของนายสุชิน ติยวัฒน์ ช่างภาพหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2520 ให้รายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นว่า:

การแสดงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 4 ตุลาคม 2519 ไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในวันนั้นข้าฯเดินตามหลังกลุ่มนักศึกษา ข้าฯเห็นนายอภินันท์ในกลุ่มนักแสดงด้วย ข้าฯได้ตามกลุ่มนักแสดงดังกล่าวได้รับคำตอบจากคนในกลุ่มนั้นว่า จะมีการแสดงล้อเลียนการถูกแขวนคอ ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครปฐม และข้าฯ สังเกตเห็นหน้านายอภินันท์มีรอยทาดูฟกช้ำ หน้าคล้ายคนตาย แต่ข้าฯ มิได้รู้สึกว่าหน้านายอภินันท์จะเหมือนผู้ใด

อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขณะนั้น ได้ออกมาห้ามปรามนักศึกษา ภายหลังการแสดงละครแขวนคอผ่านไปแล้ว ได้ทบทวนเหตุการณ์ในวันนั้นไว้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2519 ว่า:

จากปากคำของอาจารย์หลายคนที่ได้ไปดูการชุมนุมกันในเที่ยงวันจันทร์ที่ 4 ตุลาคมนั้น ผู้แสดงแสดงได้ดีมาก ไม่มีอาจารย์ผู้ใดที่ไปเห็นแล้วจะสะดุดใจว่าอภินันท์แต่งหน้า หรือมีใบหน้าเหมือนเจ้าฟ้าชาย มกุฎราชกุมาร เป็นการแสดงโดยเจตนาจะกล่าวถึงเรื่องที่นครปฐมโดยแท้
(ป๋วย อึ้งภากรณ์, ความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519)

หนังสือพิมพ์ฉบับแรกๆ ที่ตีพิมพ์ภาพถ่ายการแสดงละครนี้ คือ ดาวสยาม นายณรงค์ เนรมิตวันชัย ช่างภาพของดาวสยามได้ให้การต่อศาลเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2520:

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2519 เวลาใกล้เที่ยง ข้าฯ ได้ถ่ายภาพในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ลานโพธิ์ มีการแสดงล้อเลียนการเมือง มีการแขวนคอ จะแขวนกี่คนไม่ทราบ แต่คราวละ 1 คน ข้าฯได้ถ่ายภาพบันทึกเหตุการณ์ไว้ ข้าฯได้ถ่ายภาพบริเวณงานมาตลอด จนถึงเวลาแสดงแขวนคอ ขณะถ่ายภาพแขวนคอไม่ได้คิดอะไร เห็นว่าเป็นภาพที่แปลกตาก็ถ่ายเอาไว้ พอหนังสือพิมพ์ออกไปแล้ว มีคนโจษกันมากว่ามีรูปหน้าคล้ายพระพักตร์สมเด็จพระบรมฯ จึงเอามาดู รู้สึกว่าคล้ายพระพักตร์สมเด็จเจ้าฟ้าชายจริง

ในขณะที่ ร.ต.ท.วัชรินทร์ เนียมวณิชกุล ตำรวจนายหนึ่งซึ่งร่วมการล้อมปราบนักศึกษาประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้แสดงความคิดเห็นไว้ในคำให้การต่อศาล เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2521 ว่า “การแสดงละครนั้นหากว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถ้ามีตำรวจอยู่ก็คงจะมีการจับกุมกันในขณะนั้น แต่ขณะนั้นไม่ได้มีการจับกุมกัน”

6 ตุลาคม 2519 การล้อมปราบและสังหารโหด
6 ตุลาคม 2519 เวลา 9.00 น.เศษ ….ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี..พลตรีชาติชาย (ชุณหวัณ) จึงได้ไปนำเอาพลตำรวจตรี เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน ผู้เป็นหัวหน้าลูกเสือชาวบ้านคนหนึ่งของฝ่าย ตชด. เข้ามาในคณะรัฐมนตรีมาคัดค้านการ

ประกาศภาวะฉุกเฉิน และกล่าวว่าจะต้องปราบนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้สิ้นซาก (จดหมายจากพระสุรินทร์ มาศดิตถ์, 24 ตุลาคม 2520)

ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บริเวณสนามฟุตบอล คลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาและประชาชนซึ่งย้ายที่ชุมนุมจากสนามหลวงเพื่อความปลอดภัย จากการเผชิญหน้ากับฝ่ายต่อต้าน กว่าสามพันคนปักหลักข้ามคืน ท่ามกลางกระแสเชี่ยวกรากของข่าวสารที่วิทยุยานเกราะโหมใส่การชุมนุม สถานการณ์เริ่มวิกฤติและกลายเป็นการคุกคาม ลางของเหตุร้ายสร้างความวิตกให้กับกลุ่มแกนนำของการชุมนุม

เราทราบดีว่า เราจะถูกปราบ เราเองก็พยายามจะอธิบายให้กับคนทั่วไปได้รู้ว่าเราไม่ใช่เป็นฝ่ายเริ่มต้นที่ใช้ความรุนแรง หน่วยหน้าที่อยู่ประตูทั้งหลายถูกสั่งให้ปลดอาวุธทั้งหมด….โต๊ะเก้าอี้ทั้งหลายที่เตรียมไว้สำหรับจะต้านการบุกเข้ามาของกระทิงแดงรื้อออกทั้งหมด หมายความว่าอาวุธป้องกันตัวหรือแนวการป้องกันของเรานั้น ถูกสั่งให้รื้อทั้งหมด เพื่อแสดงว่าเราไม่ใช่ฝ่ายที่ใช้ความรุนแรง

และคำบอกเล่าของอดีตแกนนำนักศึกษา:

คืนนั้นพวกเราไม่ได้หลับได้นอนเลย มีการเรียกผู้นำนักศึกษาแต่ละสถาบันเพื่อประเมินสถานการณ์ เห็นเหมือนกันว่าครั้งนี้เขาปราบเราแน่ โดยการบิดเบือนเรื่องละคร ตกลงจะสลายการชุมนุมเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงคิดว่าอย่างมากเขาก็จับพวกเราไป เราต้องสลายตอนเช้าตรู่กะเอาตอนพระสงฆ์ออกบิณฑบาต เพราะตอนนั้นก็ห้าทุ่มเที่ยงคืนแล้ว หากให้ประชาชนออกไปพร้อมๆ กันคงไม่ปลอดภัยแน่ เพราะพวกกระทิงแดง พวกอันธพาลนับร้อยคนก็มาฮึ่มๆ อยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัยแล้ว….

คำให้การของ ร้อยตำรวจโทอารีย์ มนตรีวัตร หนึ่งในเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ได้ให้ข้อมูลในช่วงนี้ว่า:

….มีเสียงปืนยิงออกมาจากในธรรมศาสตร์เป็นระยะ ๆ เมื่อถึงเวลาประมาณ 2 นาฬิกาเศษ ประชาชนก็เข้าไปฉีกโปสเตอร์ที่บริเวณกำแพงของรั้วมหาวิทยาลัยเอามาใส่รถเข็นแล้วนำรถเข็นเข้าไปที่ประตูเหล็กด้านใกล้พิพิธภัณฑ์เอาไฟจุดเผาโปสเตอร์ที่อยู่ในรถเข็นนั้น อีกพวกหนึ่งเอาเศษกระดาษเผาโปสเตอร์เข้าไปสุมบนหลังคาตู้ยามซึ่งอยู่ติดรั้ว แต่อยู่ภายในรั้วแล้วจุดไฟแต่ตำรวจได้ช่วยดับไฟได้…

พวกอันธพาลที่อยู่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านหอประชุมใหญ่กลายเป็น “ประชาชน” ในคำให้การของตำรวจ “ร้องตะโกนท้าทายพวกที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัย” ข้ามเที่ยงคืนไปแล้ว เป็นวันที่ 6 ตุลาคม “พวกอันธพาล พยายามปีนรั้วเข้าไป ปาท่อนไม้และก้อนหิน รวมทั้งกระดาษติดไฟเพื่อเผาป้อมยาม ซึ่งพวกนักศึกษาได้ช่วยกันดับ เมื่อเห็นว่าพวกเราเฉย ๆ ไม่โต้ตอบ มันก็ปาระเบิดพลาสติก 2-3 ลูกเข้ามา เสียงดังลั่นตรงหน้าหอประชุมใหญ่ที่ชุมนุมต้องหมอบลง….”

“อันธพาล” หรือ “ประชาชน” หมายถึงใครนั้นชัดเจนขึ้นเมื่ออรนุช หัสดิน (ภรรยาพลตรีสุตสาย หัสดิน) ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 2 กันยายน 2522 ว่า “เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่ธรรมศาสตร์ เจ้าหน้าที่จะบุกเข้าไปปราบนักศึกษาธรรมศาสตร์ จะดูเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็ก จึงได้ขอยืมกระทิงแดงเข้าช่วย โดยเข้าไปรวนตี เมื่อเกิด

โดนกระสุนก็แตกเป็นสะเก็ด ๆ ฟุ้งใส่พวกเราจนขาวไปทั้งท่อนแขน แล้วน้อย วิทยาก็โดนยิงขา หน้าผมก็มีเลือด ก็เอามือป้าย ก็งงๆ ว่าทำไมเลือดเป็นสีขาว ผมนึกว่าตัวเองถูกยิง แต่ไม่ใช่ เป็นเศษมันสมองของเพื่อนที่อยู่จุฬาฯ เขานอนติดกับผมอีกด้านหนึ่ง เขาโดนยิงที่หัวแล้วก็ตายคาที่ตรงนั้นเลย…. พี่จรัลถูกยิงตรงนั้นสักร้อยนัดได้

และอดีตนักศึกษาแกนนำพรรคสัจธรรม ซึ่งเห็นภาพเดียวกันให้รายละเอียดเพิ่มอีกว่า:

ตอนที่ผมหมอบนิ่งอยู่นั้น ก็หันไปมองเพื่อนๆ ที่กำบังอยู่หลังแผ่นซีเมนต์และหลังโต๊ะอีกกลุ่มหนึ่ง พวกเขามีกันสัก 7 คนได้ อยู่ติดกับหอใหญ่เลยตรงใกล้ๆ บันได เห็นเขานอนทับกัน คือ คนที่โดนยิงแล้วก็เอาตัวเองโถมทับเพื่อนไว้ใช้ตัวเองเป็นโล่ ผมเห็นยุทธลุกขึ้นวิ่งไปด้านข้างหอใหญ่แล้วเขาก็โดนยิงล้มอยู่ตรงนั้น ถ่องก็วิ่งด้วยโดนยิงเหมือนกัน แต่ไม่ตาย เห็นเขาพยายามคลานไปหลบตรงปีกตึกที่ยื่นๆ มาของหอใหญ่ด้านที่ติดกับสนามบอล ผมไปช่วยเขาไม่ได้เลย เห็นเลือดเขาไหลออกมามากจนแดงฉาน ผมว่าเพื่อนตรงนั้นตายคาที่เลยประมาณ 7-8 คน

จารพงษ์ ทองสินธุ์ หนึ่งในผู้เสียชีวิต เพราะต้องการไปช่วยเพื่อน ๆ ที่หอประชุมใหญ่อยู่ในสายตาของบุญยืน ช่วยเจริญสุข รุ่นพี่ธรรมศาสตร์ ในเช้าวันนั้นเป็นครั้งสุดท้าย “ผมเห็นจารุพงษ์วิ่งไปทางหอประชุมใหญ่ มีคนถูกยิง จารุพงษ์จะวิ่งไปช่วย วิ่งไปก็มีปืนยิงกราดมา เขาวิ่งไปหลบไป วิ่งไปประมาณหน้าคณะนิติฯ ผมเห็นเขาถลาลงไป ถูกยิงที่สนามฟุตบอลหน้าคณะนิติฯ เขาไปยังไม่ถึงคนที่ถูกยิง”

ในขณะที่บางคน

เห็นเพื่อนถูกยิงกลางสนามฟุตบอลใจก็อยากวิ่งเข้าไปช่วย แต่ขาวิ่งไม่ออกมีคนที่กล้ากว่าผมวิ่งออกไป คนแรกก็ถูกยิงล้มไป ก็มีคนกล้าหาญอีกคนวิ่งตามออกไปอีก แล้วลากกันเข้ามาที่หน่วยพยาบาลเพื่อมวลชน ให้น้ำเกลือกัน ถุงน้ำเกลือไม่มีที่แขวนต้องถือ ถือไปถือมาก็ล้มฟุบไป ปรากฏว่าถูกยิง สุดท้ายพวกเราคนกล้าหาญพังประตูเหล็ก ตึกบัญชี…. ตอนนั้นเริ่มกลัว เริ่มรู้สึกกลัว ปืนมันยิงมาได้ยินเสียงกระจกแตก ไม่เคยได้ยินเสียงกระจกแตกฟังเพราะอย่างนี้เลย (ข้อมูลจากจิ้น กรรมาชน)

แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร้อยตำรวจโทอารีย์ มนตรีวัตร ได้ให้การต่อศาลว่า:

เวลาประมาณ 5 นาฬิกาเศษ ข้าฯ ไปที่ประตูก็ได้พบ ร.ต.ท.วัชรินทร์ เนียมวณิชกุล…และพบ พ.ต.ท.สล้าง บุนนาค และร.ต.ท.อลงกรณ์ เอี่ยมคำ ….เมื่อพบกับคนทั้ง 3 คนนั้น เนื่องจากได้ยินว่าประชาชนเป็นเดือดเป็นแค้นมาก จึงได้ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี ขณะนั้นเสียงเครื่องขยายเสียงที่ติดอยู่ที่มุมหอประชุมได้ขยายเสียงดังออกมาว่า ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกันประชาชนอย่าให้เข้าไปในมหาวิทยาลัย พวกเขาต้องการต่อสู้อย่างสันติ พวกเขาเป็นปัญญาชน อย่าให้คนไทยกับคนไทยฆ่าฟันกันเอง ขณะนี้เราควรสมานสามัคคีกัน มีอะไรควรส่งตัวแทนมาเจรจา เมื่อตกลงก็ได้ยินเสียงสั่งของนิสิตนักศึกษาจากลำโพงดังกล่าวทำให้หยุดยิง ข้าฯ ก็ปรึกษากันแล้วตัดสินใจว่าจะเข้าไปในมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าไปเจรจา….จึงได้ไปยืมธงชาติจากประชาชนมา 1 ธง ขณะนั้นเป็นเวลา 6 นาฬิกาเศษ สว่างแล้ว จึงได้ถือธงวิ่งไปที่รั้วซึ่งอยู่ต่อจากประตู รั้วดังกล่าวได้ถูกประชาชนรื้อพังไว้ก่อนแล้ว… วิ่งเข้าไปบ้างหมอบเข้าไปบ้าง จนลึกเข้าไปจากรั้วประมาณ 50 เมตรไปนั่งชันเข่าอยู่…. ขณะที่ข้าฯ นั่งอยู่นั้นมีเสียงปืนดังออกมาจากตึกนิติศาสตร์ ….. ข้ารู้สึกตัวว่ากระสุนที่ยิงมา มาถูกมือซ้ายของข้าฯ ข้างที่ถือธงอยู่…

 

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้จากคำให้การของพ.ต.ต.สพั่ง จุลปาธรณ์ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2521 กลับบอกว่า “ก่อนจะขึ้นไปสังเกตการณ์บนพิพิธภัณฑ์ ข้าฯไม่เห็นคนที่ถือธงชาติเข้าไปในธรรมศาสตร์ และไม่ได้ยินเสียงเรียกให้เข้าไปเจรจากัน เมื่อลงจากสังเกตการณ์แล้ว จนถึง 08.00 น. ก็ไม่ได้เห็นหรือได้ยินเสียงดังกล่าว”

ยิ้ม จากมหิดล ทบทวนเหตุการณ์อีกฟากหนึ่งของสนามฟุตบอลว่า “พอฟ้าสางได้สักหน่อย พวกเราก็ถูกต้อนขึ้นบนตึกบัญชี ก็ไปรวมกันอยู่ในห้องน้ำ จำได้ว่าตึกบัญชีทั้งหลังนี่สั่นสะเทือน เสียงกระจกมันดังเพล้งพล้าง ตึกสั่น สั่นจนมีความรู้สึกว่าอาจจะทลายลงมาก็ได้ ผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ ในที่สุดก็ถูกตำรวจต้อนลงมาที่สนาม ถูกบังคับให้ถอดเสื้อนอนคว่ำหน้าอยู่กลางสนาม”

นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว พ.ต.ต.สพั่ง จุลปาธรณ์ บอกไว้ว่า “ในวันนั้นตำรวจตระเวนชายแดนที่ไปปฏิบัติการแต่งชุดพราง” ร่วมด้วย (คำให้การต่อศาล 14 กันยายน 2521)

เห็น ตชด. ครั้งแรกที่เขาขึ้นมา ไม่รู้มาจากป่าหวายหรือเปล่า แต่ว่าหน้าตาของเขาเหมือนกับขุดจากนรกขึ้นมา เหมือนเขากินเราได้ทั้งเป็น คงจะเคี้ยวเราเข้าไปแล้ว ถือปืนจังก้า ตัวใหญ่มาก…. ผมยังจำใบหน้าเขาได้ ดำเหมือนกับตากแดดตากฝนเป็นระยะเวลานาน (จิ้น กรรมาชน)

สภาพการโดนจับ คือ พวกผู้ชายส่วนใหญ่จะถูกซ้อม บางคนโดนปืนกระแทกหลัง โดนเตะอัด ให้คลาน และมีของฝากคือเหยียบแก้ว แก้วอยู่ในเท้ามา 20 ปี มันก็เตือนเราเรื่อย บางทีเราเจ็บแปลบๆ ทุกทีที่เดิน (วันทนีย์)

อดีตนักศึกษาธรรมศาสตร์ สมาชิกชุมนุมพุทธศาสตร์และประเพณีฯ ผู้อยู่ร่วมเหตุการณ์ ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์และสว่างใส ตอนหนึ่งเขาได้บันทึกไว้ว่า “ผมอธิษฐานว่า ความเจ็บปวดและผลกรรมทั้งหลายแหล่ที่เขาเหล่านั้นจักต้องได้รับเนื่องจากความป่าเถื่อนหื่นกระหายในวันนี้นั้น ผมขอรับแต่ผู้เดียว ตอนนั้นผมคิดจริงๆ ว่าการประชาทัณฑ์เช่นนี้เป็นการกระทำอันเลวร้ายอันจะต้องนำเขาไปสู่ความฉิบหายและเคราะห์กรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

หลายคนเล็ดรอดออกไปนอกธรรมศาสตร์ได้ แต่ก็มีทั้งที่รอดจากการจับกุมและพวกที่ถูกจับกลับเข้ามานอนคว่ำหน้ากลางสนามฟุตบอล พลอยเป็นคนหนึ่งที่รอดไปได้

ออกจากตึก อมธ. เกือบสุดท้าย ขึ้นไปรวมกันอยู่ที่ตึกวารสาร ชั้น 4 จำได้ว่ามีคนหนึ่งเขามีวิทยุเปิดฟังได้ยินเพลงชาติ ตอนนั้นประมาณ 8 โมงแล้วปืนข้างนอกดังมากเลย แล้วก็คลานเข้าตึกโดม ลงสนามหญ้าหน้าโดม เป็นชุดแรกที่ลงน้ำ พาเพื่อนๆ ทั้งหมดลงน้ำ ขณะเดียวกันก็มีเพื่อนอีกกลุ่มยืนเกาะรั้วธรรมศาสตร์ บอกว่า ไปเลยๆ ออกไปเลยนะ ไปให้รอดนะ ไปแล้วช่วยไปบอกความจริงให้เขารู้กันด้วย แล้วเราก็ไป พอไปถึงมองไปข้างหน้าเห็นมีพวกทหารเรือหรืออย่างไรใส่หมวกแบเร่ต์สีดำยืนหน้าร้านจั๊วท่าพระจันทร์ เราก็ไม่กล้าไป ทุกคนหยุดหมด พวกนั้นก็โบกมือเรียกเรา บอกว่า “มาเถอะๆ” พอไปถึงก็ดึงมือพวกเราขึ้น แล้วบอกว่า “วิ่งไป…อย่าออกประตูท่าพระจันทร์ อย่าไปทางนั้นเขาจะยิงเอา” เราก็ไม่รู้ว่าโกหกหรือเปล่า ก็ตัดสินใจวิ่งเลียบน้ำไป ไปตรงตลาดพระเป็นทางตัน ก็ต้องลงน้ำตรงนั้น มุดไปตามใต้ถุนบ้าน มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งพยายามเอาเรือออกไปถึงกลางน้ำ ไปโดนตำรวจน้ำจับ สุดท้ายพวกเราก็เลาะๆ ใต้ถุนไปเรื่อย มีคนๆ

หนึ่งเอาปืนจ่อลงมาจากพื้นข้างบน มีคนโดนยิงตรงไหล่ แต่พวกเราก็ไปต่อ พอทางตันก็ตัดสินใจขึ้น ชาวบ้านเขาก็ช่วยเราขึ้นไป ไปอัดกันอยู่เต็มบ้านเลย นั่งแล้วไม่กล้าขยับตัว เพราะพอขยับบ้านเขาก็ดัง เพราะอยู่ริมน้ำ พวกเราอยู่กันหลายบ้านเลย เจ้าของบ้านเป็นลุงแก่คนหนึ่ง ให้ลูกออกไปข้างนอกแล้วล็อกกุญแจข้างนอกไว้ บอกว่าบ้านนี้ไม่มีคนอยู่ แต่บ้านติดกันที่เขารับพวกเราขึ้นไปเหมือนกัน เขาไปเรียกตำรวจให้มาจับ

รู้สึกว่าวันนั้นฝนจะตกเพราะว่าอยู่ในบ้านนั้นนาน นานมาก ฟังวิทยุตลอด เขาเปิดให้ฟังว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นใน มธ. มีการเผา การแขวนคอ พวกเราทุกคนนั่งเงียบไม่มีการพูดจากันเลย ทุกคนนั่งน้ำตาไหล มองหน้ากัน เราไม่รู้จะทำอย่างไร ในที่สุดชาวบ้านบอกว่าออกไปได้แล้วเหตุการณ์เรียบร้อย… เขาก็พาเราเดินออกมาทีละ 2-3 คน จนเรารอดกลับบ้านมาได้

นักศึกษาประชาชนรวมทั้งหมด 3,094 คน ชาย 2,432 คน หญิง 662 คน ถูกสั่งให้ขึ้นรถเมล์ที่เตรียมมารับโดยเฉพาะ ส่งไปที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน นางเลิ้ง ชนะสงคราม เตาปูน บางเขน และที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน กับที่จังหวัดนครปฐม ชลบุรี

อย่างเป็นทางการ มีบัญชีรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บ 145 คน ตาย 39 คน ซึ่งเป็นตำรวจบาดเจ็บ 23 คน เสียชีวิต 2 คน รวมอยู่ด้วย แน่นอนว่าจำนวนผู้เสียชีวิตฝ่ายนักศึกษาประชาชนนั้นไม่มีทางจะรู้ได้จริง หรือแม้แต่ผู้สูญหายก็ไม่สามารถติดตามได้ เนื่องจากภาวะหลังเหตุการณ์ที่คุกคามอย่างกว้างขวางและรุนแรง

ผู้ถูกจับกุม ได้รับข้อหา 9 ข้อ คือ
1. ร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดและอาวุธปืนสงครามไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต
2. ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่โดยใช้กำลังและอาวุธ
3. เป็นซ่องโจร
4. ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน
5. ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น
6. ร่วมกันสะสมกำลังพลและอาวุธเพื่อกบฏ และยุยงราษฎรเป็นกบฏ
7. ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแกประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือเปลี่ยนรัฐบาล เพื่อให้เกิดการปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนละเมิดกฎหมายในแผ่นดินโดยใช้กำลังข่มขืนใจและประทุษร้าย
8. มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และใช้อาวุธประทุษร้าย ซึ่งพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่ยอมเลิก
9. บุกรุกสถานที่ราชการในเวลาค่ำคืน
(สยามจดหมายเหตุ 1 : 41, 7-13 ตุลาคม 2519)

ภายหลังการล้อมปราบและสังหารอย่างทารุณ เจ้าหน้าที่พบรองเท้านับร้อย ๆ คู่ถอดเรียงรายไว้ตามบริเวณทางเดินในตัวตึกริมน้ำ จึงสงสัยจะมีทางลับหนีออกภายนอก และได้ทำการตรวจค้นพบช่องทะลุออกยังแม่น้ำเจ้าพระยาได้ที่บริเวณศาลเจ้าแม่สิงโตริมแม่น้ำเจ้าพระยา (พันตำรวจตรี เสน่ห์ สิทธิพันธ์ สยามจดหมายเหตุ 1 : 41, 7-13 ตุลาคม 2519) ทำให้มีคนคิดเลยเถิดไปว่า “ผู้ที่ไปชุมนุมในธรรมศาสตร์ใช้รองเท้าแตะเป็นจำนวนมาก แสดงว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เพราะผู้ก่อการร้ายใช้รองเท้าแตะ” (อุทิศ นาคสวัสดิ์ โฆษกวิทยุยานเกราะ 10 ตุลาคม 2519)

และมีข้อกล่าวหาจากวิทยุยานเกราะในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ว่า “ธรรมศาสตร์มีอาวุธร้ายแรง เช่น ลูกระเบิด ปืนกลหนัก และอาวุธร้ายแรงอื่น ๆ” แต่เมื่อ “อาตมาถาม พล.ต.ต.กระจ่าง เป็นการส่วนตัวนอกที่ประชุมว่า ยึดอาวุธจากนักศึกษาได้เพิ่มหรือไม่ พล.ต.ต.กระจ่าง วิทยุถามไปที่ควบคุมนักศึกษาบางเขน ซึ่งเป็นศูนย์ฯ ได้รับตอบมาทางวิทยุว่า ได้ปืนจากนักศึกษาในธรรมศาสตร์เพียง 3 กระบอก เป็นปืนพกขนาด.22” (จดหมายของพระสุรินทร์ มาศดิตถ์, 24 ตุลาคม 2520) ทำให้ต้องมีความพยายามอธิบายเรื่องนี้ว่า “จากการตรวจค้นอาวุธในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ … เหตุที่ไม่พบอาวุธร้ายแรงก็เพราะพวกผู้ต้องหาเอาติดตัวไปด้วย หรือนำไปซุกซ่อนไว้ในที่มิดชิด หรือนำไปโยนทิ้งแม่น้ำหมด” (พล.ต.ท.วิเชียร แสงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 10 ตุลาคม 2519 สยามจดหมายเหตุ 1 : 47, 7-13 ตุลาคม 2519)

ภายนอกธรรมศาสตร์ในเช้าวันนั้น สุขุมได้พบเห็น “ตรงพระแม่ธรณีบีบมวยผม ตรงนั้นก็คือ ศพที่ถูกเผาอยู่ ก็เดินปะปนมากับพวกลูกเสือชาวบ้าน ใจหนึ่งก็กลัว แต่ก็อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เดินมาที่ต้นมะขามหน้าหอใหญ่ ภาพที่เราเห็นแขวนคอนั้นถูกปลดไปแล้ว แต่ที่เห็นจำได้ติดตา คือ พื้นสนามหญ้าที่เคยเป็นสีเขียว มันกลายเป็นสีแดง เป็นเลือด เป็นรูปคนสองคนเลย”

นอกจากการจับกุมผู้ร่วมชุมนุมจำนวนกว่าสามพันคน ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัวด้วยหลักทรัพย์รายละ 30,000 บาท ยังมีผู้ที่ถูกตั้งข้อหาขึ้นศาลทหารกรุงเทพฯ อีก 18 คน และศาลอาญา 1 คน

ความอาญาระหว่าง อัยการศาลทหารกรุงเทพฯ….โจทก์ นายสุธรรม แสงประทุม กับพวก 18 คน….จำเลย
ตามบัญชีรายชื่อท้ายฟ้อง
…..หาว่ากระทำผิด ฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ กระทำผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ดูหมิ่นองค์รัชทายาท มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายและกระทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ บุกรุกในเวลากลางคืน ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ ฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำตามหน้าที่ มีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต และโดยฝ่าฝืนกฎหมาย
คดีดำที่ 253 ก./2520 (ธ.น.3) ศาลทหารกรุงเทพฯ (ใช้กฎ 6 ตุลาคม 19)
25 สิงหาคม 2520 (กองบรรณาธิการอาทิตย์ หน้า 83-84)

สุชีลา ตันชัยนันท์ รองเลขาธิการศูนย์นิสิตฯ ฝ่ายสังคมและการศึกษา หนึ่งใน 18 คน สะท้อนความคิดของตนเองว่า “ขณะที่โดนจับรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมเลย ไม่ชอบธรรมเลยที่จะมาจับเราในลักษณะเช่นนี้ เราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ทำความผิด เราไม่ได้เป็นฝ่ายก่อการจราจล เราชุมนุมอย่างสงบภายในมหาวิทยาลัย แต่มีบุคคลบางกลุ่มที่เข้าไปก่อกวนความสงบของเรา และเข้าไปอย่างไม่ถูกต้องทำร้ายทุกสิ่งทุกอย่างแล้วยังจับพวกเราเป็นผู้ต้องหา”

การคุมขังและดำเนินคดี จากวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จนถึงวันที่ 16 กันยายน 2521 เป็นเวลาเกือบ 2 ปี ที่ไร้อิสรภาพ ในที่สุดรัฐบาลได้ประกาศพระราชกำหนดนิรโทษกรรม ความตอนหนึ่งว่า:

โดยที่ได้พิจารณาเห็นว่า การพิจารณาคดีเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น ได้ล่วงเลยมานานพอสมควรแล้ว และมีทีท่าว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกนาน ถ้าจะดำเนินคดีต่อไปจนเสร็จสิ้น ก็จะทำให้จำเลยต้องเสียอนาคต ในทางการศึกษาและการประกอบอาชีพยิ่งขึ้น และเมื่อคำนึงถึงว่า การชุมนุมดังกล่าวก็ดี การกระทำอันเป็นความผิดทั้งหลายทั้งปวงก็ดี เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่แท้จริง เพราะเหตุแห่งความเยาว์วัย และการขาดประสบการณ์ของผู้กระทำความผิด ประกอบกับรัฐบาลนี้มีความประสงค์อย่างแน่วแน่ที่จะให้เกิดความสามัคคี.. (สยามจดหมายเหตุ 3 : 38, 15-21 กันยายน 2521)

ในขณะที่ นายทองใบ ทองเปาด์ ทนายความจำเลย “ยังรู้สึกแปลกใจว่าทำไมเขาถึงปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 19 คนเร็วนัก ผมยังไม่เชื่อว่าจะปล่อยและยังนึกอีกว่าเขาอาจจะปล่อยตัวอย่างเร็วที่สุดภายในวันจันทร์เสียด้วยซ้ำไป”

ภาคสอง : 20 ปี 6 ตุลา
จากปี 2519 ถึงปี 2539 เป็นเวลาถึง 20 ปี มีคนให้ความเห็นเกี่ยวกับ 6 ตุลาอย่างหลากหลาย ในภาคนี้ของบทความจึงขอนำเสนอหลักฐานข้อมูลส่วนนี้โดยตรง

ผมว่าเป็นอุบัติเหตุทางการเมือง ถ้าไม่มีการเอารูปมาแขวนคอ มันก็ไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น -พลตรีประมาณ อดิเรกสาร (รองนายกรัฐมนตรี สมัย 6 ตุลา) ข่าวไทยนิกร

เหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบของประชาธิปไตยลงโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะหัวใจของการปกครองในระบอบนั้นยึดมั่นในเหตุผล และศรัทธาต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติ… เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมือง เหมือนอย่างที่ใครต่อใครบางคนพยายามบิดเบือนนั้นเลย -วีระ มุสิกพงศ์ (6 ตุลา เหตุการณ์ร่วมสมัย รอยยิ้มในวันนี้, 2523)

วันที่ 6 ตุลาคม จึงเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลืมเลือนไปจากความทรงจำได้เลย วันนี้จะมีคนพูดโกหก แต่ไม่มีใครโกหกประวัติศาสตร์ได้ ใครทำอะไรและทำอย่างไรในวันนั้น ความจริงก็ย่อมจะเป็นความจริง -สุรชาติ บำรุงสุข (6 ตุลา เหตุการณ์ร่วมสมัย รอยยิ้มในวันนี้, 2523)

การเตรียมการล่วงหน้าในวันที่ 6 ตุลาคมนั้น ได้ก่อเหตุสยองขวัญอย่างชนิดที่เรียกว่าชีวิตเราไม่เคยเห็นความโหดเหี้ยมทารุณที่ไหนเป็นอย่างนั้น -ชวน หลีกภัย (คดีประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 ใครคือฆาตกร, 2531)

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 ต.ค. 19 นั้น จะเป็นเหตุการณ์ที่โหดร้ายทารุณหรือไม่ ข้าฯ ไม่มีความเห็น ข้าฯมีหน้าที่แต่เพียงป้องกันเหตุร้ายเท่านั้น แต่ดูจากจำนวนที่มีคนเจ็บจำนวนมาก ๆ ตามที่มีข่าวในหนังสือพิมพ์แล้ว ข้าฯ ก็เห็นว่าเป็นการโหดร้ายทารุณ -ร.ต.ท.วัชรินทร์ เนียมวณิชกุล (คำให้การต่อศาลทหารพิเศษ 15 มิถุนายน 2521)

เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ปืนบาซูก้ายิงเข้าไปในมหาวิทยาลัยจริง แต่เป็นการยิงขู่เพื่อให้นักศึกษาและประชาชนที่ต่อต้านเจ้าหน้าที่ยอมจำนนเท่านั้น การยิงก็ใช้กระสุนปืนซ้อมยิง ไม่ได้ใช้กระสุนจริงแต่อย่างใด ถ้าหากเจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริงแล้ว ขอยืนยันว่าตัวตึกต้องมีอันถล่มลงมาแน่ -พล.ต.ต.เสน่ห์ สิทธิพันธ์ 13 ตุลาคม 2519 (สยามจดหมายเหตุ 1 : 47, 7-13 ต.ค.2519)

เหตุการณ์ 6 ตุลา สำหรับผมแล้วมันเป็นฝันร้ายที่ทำให้ชีวิตนอนไม่หลับมาตลอด บางทีก็อยากจะลืม ไม่เชิงจะลืมแต่มันไม่อยากจะจำเหมือนกัน เพราะว่ามันเจ็บปวด แล้วเราก็ไม่มีหนทางที่จะทวงความเจ็บปวดของเราได้ -(ปกรณ์)
ความผิดความถูกนั้นก็รู้กันว่าใครผิดแต่อย่าไปนึกถึงดีกว่าเพราะยังก้ำกึ่งกันทุกคนอาจผิดก็ได้ในวันนั้น -พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ (สยามจดหมายเหตุ 3 : 38, 15-21 กันยายน 2521)

20 ปีที่ผ่าน เป็นเรื่องไม่ง่ายนักที่จะเปิดเผยและวิเคราะห์วิจารณ์เหตุการณ์ 6 ตุลาทุกแง่มุม เพราะเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ก่อและเกิดจากผลกระทบที่กว้างขวางและซับซ้อน ยังคงมีการค้นพบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องมาตลอด ดังนั้นการเขียนถึงประวัติศาสตร์ 6 ตุลา จะยังไม่สามารถยุติเสร็จสิ้นลงได้ (บรรทัดนี้จึงมิใช่บรรทัดสุดท้ายของบทความ)

บรรณานุกรม
กรรมการบัณฑิต 2522, คณะ. รอยยิ้มในวันนี้. หนังสือบัณฑิตธรรมศาสตร์. กรุงเทพฯ : เอราวัณการพิมพ์, 2523.
กองบรรณาธิการอาทิตย์. คดี 6 ตุลา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์อาทิตย์, 2521.
ธวัชชัย สุจริตวรกุล. คดีประวัติศาตร์ คดี 6 ตุลา. กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์, 2521.
ป๋วย อึ้งภากรณ์. อันเนื่องมาแต่ 6 ตุลาคม 2519. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2523.
สมยศ เชี้อไทย, บรรณาธิการ. คดีประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ใครคือฆาตกร. กรุงเทพฯ : พี.เค.พริ้นติ้งส์เฮ้าส์, 2532.
สยามจดหมายเหตุ. 1 : 14, 7-13 ตุลาคม 2519.
สยามจดหมายเหตุ. 3 : 38, 15-21 กันยายน 2521.
สุธรรม แสงประทุม. ผมผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม มาได้อย่างไร?. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ดาวหาง, 2522.
เทปบันทึกการบอกเล่าเหตุการณ์ 6 ตุลา
จดหมายจากผู้อยู่ร่วมในเหตุการณ์

ที่มา : คณะกรรมการประสานงาน 20 ปี 6 ตุลา. เราไม่ลืม 6 ตุลา. กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์หนังสือเนื่องในวาระครบรอบ 20 ปี 6 ตุลา, พิมพ์ครั้งแรก: ตุลาคม 2539, หน้า 109-124.