อยู่อย่าง 6 ตุลา

อยู่อย่าง 6 ตุลา

เกษียร เตชะพีระ

 

ในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ.1992 สลาวอช ชีเส็ค นักคิดทางด้านจิตวิเคราะห์ชาวสโลเวเนียผู้ดังเป็นพลุแตกด้วยผลงานที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวางติดต่อกัน 4 เล่มในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 5-6 ปี ได้ไปบรรยายพิเศษเรื่องหนังสยองขวัญของอัลเฟรด ฮิทช์ค็อก ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เมื่อจบคำบรรยายผู้ฟังคนหนึ่งได้ลุกขึ้นถามเขาอย่างโกรธเกรี้ยวว่า

“คุณมามัวพูดเรื่องขี้ประติ๋วอย่างนี้อยู่ได้ยังไงในเมื่อบ้านเมืองของคุณกำลังลุกเป็นไฟ”

ชีเส็คสวนกลับไปทันควันว่า

“แล้วทำไมพวกคุณที่อยู่ในอเมริกาถึงพูดเรื่องนี้ได้ล่ะ? ถ้าผมตีอกชกหัวร้องไห้คร่ำครวญถึงเรื่องสยดสยองที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเมืองผมสมกับที่เป็นเหยื่อ กระตุ้นให้พวกคุณรู้สึกสงสารกระทั่งอาจรู้สึกผิดที่ตัวเองโชคดีขณะที่ผมเคราะห์ร้าย ก็เป็นอันว่าพฤติกรรมผมเหมาะสมแล้วและสภาพจิตผมไม่ผิดปกติใช่ไหม? แต่ทันทีที่ผมเริ่มทำตัวเหมือนพวกคุณและพูดเรื่องฮิทช์ค็อกแทนที่จะพูดถึงเรื่องสงครามโหดในอดีตยูโกสลาเวีย ก็กลายเป็นว่าผมล่วงละเมิดข้อห้ามที่ไม่มีใครบอกออกมาโต้ง ๆ หรือไร ?

ผมคิดถึงวิวาทะระหว่างชีเส็คกับผู้ฟังชาวอเมริกันข้างต้นก็เพราะผมเห็นว่ามีกรอบบางอย่างที่ครอบงำกำกับการจำเหตุการณ์ 6 ตุลา ฯ ของเราเอาไว้โดยเราไม่รู้ตัว กรอบนั้นทำให้เราจำ 6 ตุลา ฯ ทีไรก็หนีไม่พ้นประเด็นเรื่องความตายอย่าง 6 ตุลา ฯ บดบังเราเอาไว้ทำให้เราก้าวไม่พ้นที่จะไปสู่การจำเรื่องที่สำคัญกว่าคือจะ “อยู่อย่าง 6 ตุลา ฯ” อย่างไรในปัจจุบัน

“วีรชน 6 ตุลา ฯ” ไม่ได้ต้องการจะตาย พวกเขาถูกฆ่า ผู้ที่เกลียดชังอุดมคติของเขาเป็นผู้ยัดเยียดความตายให้กับเขา สะบั้นการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีอุดมคติของเขาลง ตอกตรึงตราความตายให้กับเขา และลุกลามเลยมาถึงความทรงจำเกี่ยวกับเขาในหัวสมองของเรา พันธนาการคุมขังเขาอยู่กับความตาย อันทุกข์ทรมานไปนิรันดร์ ทำให้เราจำเพื่อนของเราไม่ได้ในสภาพอื่นนอกจากศพที่อยู่ในสภาพป่นปี้ยับเยิน

ใช่หรือว่าเพื่อนเราต้องการให้เราจำพวกเขาในฐานะศพที่ถูกประจานทำทารุณด้วยมือของคนอื่นไปตลอดกาล?

ใช่หรือไม่ว่าถ้าเลือกได้เขาคงเลือกให้เราจดจำเขาในฐานะคนผู้มีชีวิตอันงดงาม งามด้วยอุดมคติ เพราะได้ดำเนินชีวิตด้วยอุดมคติและต่อสู้เพื่ออุดมคติไม่ใช่ในรูปลักษณ์อันป่นปี้ยับเยินถูกย่ำยีเหยียดหยามที่คนอื่นยัดเยียดให้?

การจำ 6 ตุลาฯ ที่จบลงด้วยความตายและการพ่ายแพ้ของอุดมคตินั้นถูกปกาศิตกำหนดล่วงหน้าจากอำนาจ แต่เอาเข้าจริงนั้นไม่ใช่จุดจบที่เราต้องการ เราไม่อยากให้จบอย่างนั้นเลย หากเลือกได้ เราอยากจดจำชีวิตอันงดงาม อุดมคติอันบริสุทธิ์ และการต่อสู้อันกล้าหาญเสียสละของเพื่อนเราไว้

การจำ 6 ตุลาฯ แบบเน้นความตายและการพ่ายแพ้ดังที่เราทำกันมา ในแง่หนึ่งมันก็คือการผลิตซ้ำฉากจบอันแสนอัปลักษณ์ที่ถูกยัดเยียดให้ชีวิตอันงดงามของเพื่อนเราตามคำบงการของอำนาจ นัยแฝงของมันก็คือพวก 6 ตุลาฯ เป็นซ้ายจัด เป็นตัวประหลาด เป็นกรณียกเว้นทางประวัติศาสตร์ที่ต้องจบลงแบบนั้น

แต่เอาเข้าจริงไม่ใช่ เพื่อนผู้เสียสละของเราไม่ใช่กรณียกเว้น คนไทยอีกมากมายยังคงอยู่อย่างพวกเขา อยู่อย่าง 6 ตุลาฯ ไม่ขาดสาย-คืออยู่อย่างมีอุดมคติ อยู่อย่างไม่ยอมจำนนต่ออำนาจอธรรมมาตลอดยี่สิบปี ถึงได้ถูกอำนาจอธรรมเข่นฆ่าและทยอยล้มตายหลังจากนั้นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “วีรชนพฤษภาทมิฬ” ครูประเวียน บุญหนัก หรือ ผอ.แสงชัย สุนทรวัฒน์

เส้นแบ่งจอมปลอมที่ขีดขั้นระหว่างเพื่อนผู้เสียสละเมื่อ 6 ตุลาฯ กับสังคมไทย ทำให้สังคมไทยคิดว่าตนปลอดภัยจากอำนาจ ทว่าเปล่าเลย สังคมไทยต่างหากเป็นที่ที่ไม่ปลอดภัย ไม่ปลอดภัยสำหรับอุดมคติและการเปลี่ยนแปลง

ผมจึงอยากจำเพื่อนเรา ไม่ใช่ในรูปศพที่ถูกทำร้ายเข่นฆ่าดูแคลน เหยียบย่ำทำทารุณ แต่ในรูปแห่งชีวิตชีวาของนักอุดมคติที่เป็นมนุษย์ธรรมดา มีฝัน มีหวัง มีรัก มีชัง มีน่ารัก มีน่าเกลียด, เป็นคน-ไม่ใช่ศพที่อำนาจทำให้เขากลายไปเป็นเช่นนั้น