ฟื้นอดีต ตะวันเพลิง

ฟื้นอดีต ตะวันเพลิง

เขียน โดย สุขุม เลาหพูนรังษี

 

ละครสลึงเดียว

ประมาณกลางหรือปลายปี 2517 ผมจำไม่ได้แน่ชัดรัฐบาลของท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ประกาศขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ในกรุงเทพมหานคร (ซึ่งในตอนนั้นกิจการรถเมล์เป็นของเอกชน ยังไม่ได้รวมเป็น ขสมก. อย่างในปัจจุบัน) จากเดิม 75 สตางค์ เป็นหนึ่งบาท ขบวนการนักศึกษายุคนั้นเริ่มเคลื่อนไหวคัดค้าน ตอนนั้นผมเพิ่งเข้าเรียนธรรมศาสตร์ปีแรกได้ไม่นานไม่ได้รู้หรือเข้าใจความเป็นมาเป็นไปทางการเมืองอะไรมากมายนัก รู้แต่ว่าการเคลื่อนไหวนี้ก็เพื่อช่วยเหลือคนจนที่ต้องอาศัยรถเมล์เป็นพาหนะในการเดินทาง ไม่ให้ต้องเพิ่มภาระอีกหนึ่งสลึง แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผมกระโจนเข้าไปร่วมคัดค้านกับเขาบ้าง

ภาระหน้าที่ของผมก็คือ การออกล่าลายเซ็นต์ประชาชนที่ลงชื่อเป็นหางว่าว คัดค้านการขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ดังกล่าว ผมกับเพื่อนสองสามคนยึดเอามุมหนึ่งของตลาดนัดสนามหลวงในตอนนั้นเป็นยุทธภูมิ (ถ้าจำไม่ผิดในจำนวนนั้นมี วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ปัจจุบันเป็น NGO. ที่ถูกจับกุมเมื่อครั้งเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างเขื่อนปากมูลรวมอยู่ด้วย) ตั้งโต๊ะเข้าตัวหนึ่ง วางสมุดกับปากกาที่จะให้ประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านไว้ตรงหน้าแล้วการทำงานก็เริ่มขึ้น หน้าที่หลักของผมคือการพูดผ่านโทรโข่งชักชวนประชาชนที่ผ่านไปมาในตลาดนัดให้ร่วมกันลงชื่อคัดค้าน พูดกันตั้งแต่เช้ายันบ่ายยันเย็น จนคอแหบคอแห้งด้วยคำพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ เหมือนพวกรถเร่โฆษณาขายของ จากแรกที่พูดติด ๆ ขัด ๆ จนกลายเป็นพูดคล่องปรื๋อ ชนิดที่เรียกว่าไหลลื่นเป็นจาระบี พอตลาดนัดเริ่มจะวาย เราก็เก็บโต๊ะเก็บของ เดินตัดสนามหลวงกลับเข้าธรรมศาสตร์

การประท้วงครั้งนั้นขึ้นสู่กระแสสูง จนในที่สุดขบวนการนักศึกษากำหนดวันที่จะจัดชุมนุมประชาชนหรือที่เรียกกันในหมู่นักศึกษาขณะนั้นว่า “ก่อม็อบ” ขึ้นที่ลานจอดรถข้างคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ใกล้ ๆ กับหอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภารกิจของผมที่เพิ่มขึ้น คือการตระเวนติดโปสเตอร์เชิญชวนประชาชนมาชุมนุมตามกำหนดนัด ตอนนั้นโปสเตอร์ที่พวกเราออกติดยังเป็นโปสเตอร์ที่เราต้องเขียนขึ้นเองบนกระดาษปรู๊ฟด้วยปากกาเคมี ไม่ได้มีการจัดพิมพ์ทีละหมื่น ๆ แผ่น เหมือนช่วงหลัง ๆ เพื่อนคนไหนอยู่ใกล้และมีปากกาเคมีพอก็ระดมกันเขียนได้เลย และในการเขียนโปสเตอร์แบบนี้ ก็แล้วแต่ว่าใครจะมีสำบัดสำนวนอย่างไร ขอให้สามารถสื่อสารให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนของเราทราบว่า จะมีการประท้วงเรื่องนั้นเรื่องนี้เมื่อไหร่ที่ไหนเป็นอันใช้ได้ แรก ๆ พวกเราก็เขียนกันตามแบบแผนที่ว่ามา แต่พอเขียนไปสักสองสามชั่วโมงก็ชักจะออกลายคือชักจะเลอะเทอะไปตามอารมณ์คะนอง ยังจำได้ว่าเพื่อนคนหนึ่งเขียนกลอนวรรคทองของ วิสา คัญทัพ ที่ว่า“ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า….ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ลงในโปสเตอร์ของเขาก่อน แล้วจึงรวบในตอนล่างถึงวัน เวลา สถานที่ที่จะนัดชุมนุมประท้วงเรื่องค่าโดยสารรถเมล์ จนถึงเดี๋ยวนี้ผมยังนึกไม่ออกว่ากลอนบทนั้นมันสัมพันธ์กับการขึ้นค่าโดยสารรถเมล์อย่างไร แต่สุดท้ายพวกเราก็เอาไปตระเวนติดตามสถานที่ต่าง ๆ จนหมดทุกแผ่น

ใกล้วันชุมนุมเข้ามา แต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายก็มีหน้าที่ตามที่ได้ประชุมแบ่งงานกันไว้ ฝ่ายดำเนินการบนเวทีอภิปรายก็วางแผนว่าจะให้ใครขึ้นมาพูดบ้างในประเด็นไหน การไฮด์ปาร์คดูเหมือนเป็นรายการหลักรายการเดียว ยังคิดหารายการอื่นมาประกอบไม่ได้ ช่วงนั้นวงดนตรีเพื่อชีวิตมีวงเดียวคือวงคาราวาน แต่รู้สึกว่างานนี้คาราวานจะไม่ได้เข้าร่วม ตกหนักที่ฝ่ายจัดรายการจะต้องหาการแสดงบางอย่างมาสลับฉากการอภิปราย ผมเองกำลังเพลินกับการตระเวนเชิญชวนประชาชนลงชื่อในบัญชีหางว่าวอยู่ทีเดียว แต่แล้วเพื่อนคนหนึ่งที่มีหน้าที่จัดรายการก็เข้ามาหาผม และขอร้องแกมบังคับขู่เข็ญให้จัดการแสดงอะไรสักอย่างเพื่องานนี้ อันที่จริงผมไม่ได้มีความรู้ความถนัดทางด้านการแสดงอะไรมาก่อนเลย เหตุผลสองประการที่เพื่อนโยนงานนี้ให้ผมคือหนึ่ง เพราะจนตรอกไม่รู้จะไปหาใคร อย่างที่บอกแล้วว่าในช่วงนั้น นอกจากวงคาราวานแล้ว (ตอนนั้นยังใช้ชื่อว่า ท.เสนและสัญจร) สิ่งบันเทิงในม็อบแทบจะหาไม่ได้เอาเลย จะมีอยู่บ้างก็เป็นละครล้อการเมืองแต่ก็เป็นลักษณะเตี๊ยมกันอยู่หลังเวที แล้วก็ขึ้นแสดงเลย (ซึ่งผิดกับยุคหลัง ๆ ช่วงปี 2518-2519 วงดนตรีเพื่อชีวิต คณะละครจากกลุ่มต่าง ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ขนาดจะต้องนั่งรอคิวการแสดงของวงตัวเอง บางครั้งก็เป็นครึ่งค่อนคืนกว่าจะได้แสดง) เหตุผลประการที่สอง ก็เพราะช่วงก่อนหน้านั้นไม่นาน กลุ่มกิจกรรมที่ผมสังกัดอยู่ได้จัดสัมมนาสมาชิกใหม่ที่น้ำตกสามหลั่น จังหวัดสระบุรี ระหว่างการเดินทางไปและกลับ พวกเราก็ร้องรำทำเพลงไปตามเรื่องตามราว บางครั้งผมก็ออกโขนออกลิเกไปบ้างข้าง ๆ คู ๆ เพื่อนมันคงเห็นแววตั้งแต่ตรงนั้น ก็นับว่ามันตาถึงทีเดียว

ต้องการอ่านเพิ่มเติม(เอกสาร word) จำนวน 18 หน้า
http://www.2519.net/newweb/doc/content2/006.doc