ทำไมต้องรำลึก 6 ตุลา

ทำไมต้องรำลึก 6 ตุลา

โดย มาลัย อิสรา

 

ในบันทึกอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ฉบับเต็มนั้นชื่อว่า “ความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519” มีความยาวถึงสิบหน้ากระดาษ ถ่ายทอดทุกสิ่งที่สังคมไทยตั้งคำถามกับเหตุการณ์นี้ มีการแจกแจงถึงเจตนาตลอดจนวิธีการของพวกที่รวมตัวกันวางแผนก่ออาชญากรรมรัฐดังนี้

“……… เจตนาที่จะทำลายล้างพลังนักศึกษา และประชาชนที่ใฝ่เสรีภาพนั้นมีอยู่นานแล้ว ในเดือนตุลาคม 2516 เมื่อ มีเหตุทำให้เปลี่ยนระบบการปกครองมาเป็นรูปประชาธิปไตยนั้น ได้มีผู้กล่าวว่า ถ้าฆ่านักศึกษาประชาชนได้สักหมื่นสองหมื่นคนบ้านเมืองจะสงบราบคาบ และได้สืบเจตนานี้ต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ในการเลือกตั้งเมษายน 2519 ได้มีการปิดประกาศและโฆษณาจากพรรคการเมืองบางพรรคว่า “สังคมนิยมทุกชนิดเป็นคอมมิวนิสต์” และกิตติวุฒโฑภิกขุ ยังได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า “การฆ่าคอมมิวนิสต์นั้นไม่เป็นบาป” ถึงแม้ในกันยายน–ตุลาคม 2519 เอง ก็ยังมีผู้กล่าวว่าการฆ่าคนที่มาชุมนุมประท้วงจอมพลถนอม กิตติขจร สัก 30,000 คน ก็เป็นการลงทุนที่ถูก
ผู้ที่สูญเสียอำนาจทางการเมืองในเดือนตุลาคม 2516 ได้แก่ทหารและตำรวจบางกลุ่ม ผู้ที่เกรงว่าในระบบประชาธิปไตยจะสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไป ได้แก่ พวกนายทุนเจ้าของที่ดินบางกลุ่ม และผู้ที่ไม่ประสงค์จะเห็นระบบประชาธิปไตยในประเทศไทย กลุ่มเหล่านี้ได้พยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะทำลายล้างพลังต่างๆ ที่เป็นปรปักษ์แก่ตนเองด้วยวิธีต่างๆ………….”
ความทรงจำ 6 ตุลา 2519 แทรกพื้นที่ทางการเมืองต่อเนื่องกันมาเป็นระยะๆ เมื่อการรำลึก 6 ตุลามาเยือน ความพยายามสร้างพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ได้เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ สวนประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์หน้าหอประชุมใหญ่ ด้วยเหตุที่อนุสรณ์สถานของสามัญชนคนธรรมดาเป็นสิ่งที่สร้างได้ยากยิ่ง ขณะที่อนุสรณ์ อนุสาวรีย์ของผู้กดขี่ประชาชนมีดาษดื่น การรำลึกจึงยิ่งสำคัญเป็นทวีคูณ โครงการกำแพงประวัติศาสตร์สะท้อนความพยายามร่วมกันของคนเดือนตุลาและชาวธรรมศาสตร์ในการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์หน้านี้ไว้ ด้วยความริเริ่มมาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๙ อันเป็นวาระครบรอบ ๒๐ ปี ๖ ตุลา เมื่อสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ความเห็นชอบ และมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานจัดสร้างกำแพงประวัติศาสตร์ “ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน โครงการนี้จึงได้ดำเนินมาเป็นลำดับ โดยมีรองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร อธิการบดีในขณะนั้นร่วมกับ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ อดีตนักกิจกรรมและ ผู้เข้าร่วมในเหตุการณ์ 6 ตุลา อีกจำนวนหนึ่งเป็นผู้จุดประกายให้โครงการนี้ได้ปรากฏ ได้เคยตั้งความหวังว่าอนุสรณ์สถานและประติมากรรม 6 ตุลา จะเตือนใจว่าความขรุขระบนหินรูปเขื่อนสีเลือดเกรอะกรัง ของชิ้นงาน6 ตุลา 2519 ที่สะท้อนด้านที่อัปลักษณ์ของสังคมไทย จะช่วยเตือนสติแก่ทุกคนว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต แต่มันก็เกิดขึ้นซ้ำจนได้ในเหตุการณ์พฤษภา 2535 และ เมษา พฤษภาปี 2553 ที่ผ่านมา

 

ความหมายสุดท้ายของการรำลึกที่สำคัญ และจะคงความสำคัญไปอีกยาวนาน คือ

เราจะต่อต้านเผด็จการกันอย่างไร?

เราจะสร้างสรรค์ประชาธิปไตยประชาชนอย่างไร?

และเราจะต้องมารำลึกถึงวีรชนคนตายกันอีกกี่ครั้งกี่หน

คำตอบไม่ได้อยู่ในสายลม

สายลมฝ่ายขวาอาจพัดแรง แต่สายลมแห่งการต่อสู้ก็กำลังกระพือโหม จากตะวันออกสู่ตะวันตก

จากเหนือจรดใต้ ประชาชนทั่วโลกกำลังต่อสู้กับระบบ ระบอบเก่าๆ และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมใหม่
ศรัทธา ความมุ่งมั่นของเหล่านักรบประชาธิปไตย ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ และผองเพื่อนจะแปรเจตนารมณ์ของเหล่าวีรชน ให้เป็นจริง….