สัมภาษณ์ กฤษฎางค์ นุตจรัส (วันที่ 22 กันยายน 2543)

สัมภาษณ์ โดย คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยาน เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ถาม: ช่วยแนะนำตัวเอง สถานภาพปัจจุบัน สถานภาพเมื่อ 2519 จากนั้นก็พูดในสิ่งที่เตรียมใจว่า
ต้องการจะพูดมากที่สุดภายใน 5 นาที

กฤษฎางค์ : ผมชื่อกฤษฎางค์ นุตจรัส ปัจจุบันอายุ 43 ปี ขณะนี้มีอาชีพเป็นทนายความ จบการศึกษานิติศาสตร์
บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี พ.ศ.2522 ในขณะเกิดเหตุ 6 ตุลาคม 2519 ผมเป็นนักศึกษาอยู่คณะ
นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชั้นปี 2 ทำกิจกรรมโดยขณะนั้นเป็นสมาชิกสภานักศึกษา ชั้นปีที่ 2
ตำแหน่งเป็นประชาสัมพันธ์สภานักศึกษา มีเรื่องที่ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่เห็นว่าสำคัญและจะกล่าว
ถึงข้อเท็จจริงอยู่ 2 เรื่อง
เรื่องที่หนึ่งก็คือ เหตุการณ์ในวันที่ 4 ตุลาคม 2519 เวลาประมาณเที่ยง ซึ่งในขณะนั้นกลุ่มนักศึกษา
ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นกลุ่มอิสระได้จัดให้มีการแสดงละครชุมนุมที่บริเวณลานโพธิ์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษาปี 1 ซึ่งขณะนั้นกำลังจะเข้าสอบในตอนบ่ายชม เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ
กรณีที่ช่างไฟฟ้าที่นครปฐม 2 คน ไปติดโปสเตอร์คัดค้านการกลับมาของจอมพลถนอมแล้วถูกแขวนคอตายที่
จังหวัดนครปฐม ผมอยู่ในเหตุการณ์ในขณะนั้น เป็นผู้ร่วมในการจัดตั้งเครื่องเสียง เวทีกระจายเสียง ขอให้การ
ต่อคณะกรรมการอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์ในขณะนั้นนักศึกษามีเจตนาที่จะแสดงละครให้เห็นถึงความโหดร้าย
ของผู้ที่ฆ่าช่างไฟฟ้าทั้งสองคน ไม่มีผู้ใดที่กล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ใดๆ ทั้งสิ้น
การชุมนุมในวันที่ 4 ตุลาเป็นไปอย่างโดยสงบ แล้วก็คณาจารย์หรือแม้แต่อาจารย์ที่อยู่ในคณะศิลปศาสตร์ทุกคน
ในขณะนั้นก็ได้เห็นเหตุการณ์ ไม่มีผู้ใดที่พูดถึงความผิดปกติ หรือการกล่าวหาว่าเป็นการดูหมิ่นราชวงศ์แต่อย่าง
ใด นี่เป็นประเด็นที่ผมอยู่ในเหตุการณ์ตลอดจนกระทั่งการชุมนุมสงบลง เลิกการชุมนุมไปเวลาประมาณสักบ่าย
โมงหรือบ่ายสอง เพราะว่าทางอธิการบดีในขณะนั้นคือ อาจารย์ป๋วย ลงมาขอร้องให้เลิก

ถาม: ตอนที่เข้าไปร่วมจัดเวทีเครื่องขยายเสียงอะไรเหล่านี้ รู้จักนักศึกษาที่เล่นละครหรือไม่ รู้จักคุณ
อภินันท์หรือไม่ ?

กฤษฎางค์: ผมรู้จักกับอภินันท์ บัวหภักดี เป็นอย่างดี เพราะว่าผมเป็นคนชักชวนอภินันท์ให้มาทำกิจกรรม คือ
อภินันท์เดิมเขาเป็นนักศึกษาที่อยู่ชมรมกรีฑา ชมรมกรีฑานี่จะมีที่ตั้งอยู่หลังสภานักศึกษา อภินันท์เป็นคน
นครนายก และเขาไม่มีความสนใจทางการเมืองมาก่อน ผมชักชวนให้เขามาเป็นนักดนตรี ตีฉิ่ง ตีกรับ อยู่ในวง
ดนตรีของชมรมศิลปะและการแสดง ผมเรียนอาจารย์ต่อไปนะฮะว่า เหตุที่อภินันท์เข้ามามีส่วนร่วมในเหตุการณ์
นี้ก็เพราะว่า ในฉากวันนั้นเนี่ยเราต้องการคนที่มีรูปร่างเล็ก เพราะเราต้องการจะทำการแขวนคอกับต้นไม้ซึ่งอยู่
ติดกับลานโพธิ์ เพราะฉะนั้นเราต้องการคนที่มีรูปร่างเล็กที่จะใช้เชือกผูกข้างหลัง ก็เลยมีคนเสนอให้เอาอภินันท์
หรือเจี๊ยบ ผมไม่แน่ใจว่าคนที่เสนอจะเป็นคุณอนุพงษ์ พงษ์สุวรรณ หรือใครนะฮะ จำไม่ได้

ถาม: ผมมีรูปให้ดู 3 รูป รูปแรกอันนี้เป็นรูปของคุณอภินันท์หรือเปล่า ในสมัย 2519 ?
กฤษฎางค์: นี่ครับ คนกลางครับ

ถาม: หน้าเหมือนใครหรือไม่ ?
กฤษฎางค์: นี่คือคุณอภินันท์เลยครับ

ถาม: รูปนี้ถ่ายในขณะที่ติดคดีอยู่ รูปที่สองนี่จากหนังสือพิมพ์ดาวสยาม อันนี้เป็นรูปใบหน้าคุณอภินันท์
หรือเปล่า ?

กฤษฎางค์: ใบหน้าที่เห็นอยู่ในรูปในหนังสือพิมพ์ที่อาจารย์ให้ดูนี่ ไม่คล้ายอภินันท์

ถาม: ใบหน้าของคุณอภินันท์แต่งให้ดูเหมือนใบหน้าที่อยู่ในรูปนี้ได้หรือไหม ?
กฤษฎางค์: อาจารย์ถามว่าอะไรนะครับ

ถาม: ถ้านักศึกษาจะเล่นละคร แล้วก็ละเลงหน้าคุณอภินันท์ให้เหมือนกับรูปนี้ เป็นไปได้หรือไม่ ?
กฤษฎางค์: เอ่อ…เป็นไปได้ไหม เป็นไปได้ แต่ผมขอตอบอย่างนี้ เนื่องจากผมอยู่ในที่เกิดเหตุ ในวันนั้นไม่มี
การแต่งหน้า

ถาม: ไม่มีการแต่งหน้าอะไรเลย ?
กฤษฎางค์: ไม่มีการแต่งหน้าครับ

กฤษฎางค์: ใช่ครับ รูปนี้ใช่ครับ
ถาม: ขอบคุณมาก ช่วยเล่าต่อครับ ?
กฤษฎางค์: ครับ การชุมนุมยุติลงประมาณสักบ่ายสองครึ่ง หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์ซึ่งคนอื่นๆ ก็คงจะเล่าไป
แล้ว หลังจากวันที่ 4 ตุลาเนี่ยผมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตลอด เพราะว่าได้รับหน้าที่ให้เป็นผู้ดูแลสภานัก
ศึกษา เนื่องจากขณะนั้นตึกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นตึกเล็กสองชั้น ศูนย์ประชุมของนัก
ศึกษาก็อาศัยตึกอมธ. คือตึกกิจกรรมเนี่ยนะฮะชั้นสอง ในขณะที่สภานักศึกษาอยู่ชั้นล่าง ก็จะใช้ห้องสภานัก
ศึกษาเป็นที่ประชุมสำหรับนักศึกษาที่เป็นแกนนำในการชุมนุมนั้นในหลายครั้ง ซึ่งผมจะเป็นคนคอยดูแลสถานที่
อยู่ เพราะว่ากุญแจอยู่ที่ผม รวมทั้งในการแถลงข่าวต่างๆ ก็ใช้ห้องสภานักศึกษา ผมถึงต้องอยู่ในตึกกิจกรรม
ตลอด หลังจากที่มีการชุมนุมของประชาชนจากสนามหลวงแล้วเคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในคืนวันที่ 5 ตุลาต่อรุ่งเช้าวันที่ 6 ตุลาคม วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นวันพุธ มีคนชุมนุมอยู่ใน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประมาณ คะเนด้วยสายตาคาดว่าไม่น่าจะเกินห้าถึงหกพันคน มีเวทีการอภิปรายอยู่ที่
สนามฟุตบอลด้านตึกโดมการชุมนุมก่อนหน้านั้นก็เป็นไปโดยปกติ จนกระทั่งเย็นวันที่ 5 ตุลาคม มีข่าวที่เราได้รับทราบมาจาก
เพื่อนนักกิจกรรมด้วยกัน ว่าทางสถานีวิทยุยานเกราะและหนังสือพิมพ์ดาวสยามได้มีการตีพิมพ์ข่าวได้มีการ
กระจายเสียงในทำนองว่ามีการดูหมิ่นพระบรมวงศานุวงศ์บางท่าน แต่เนื่องจากการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นเรื่อง
ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและระดับสูง ผมก็ไม่ได้เข้ายุ่งเกี่ยวด้วย ผมก็เห็นความตึงเครียดใน
การชุมนุม จนกระทั่งประมาณเที่ยงคืน เที่ยงคืนเนี่ยเราได้รับการชี้นำจากนิสิตนักศึกษาที่เป็นระดับแกนนำว่าน่า
จะเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงเกิดขึ้นในเช้าวันที่ 6 แล้วก็ผมได้รับคำสั่งให้อยู่ที่ตึกองค์การนักศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนคนอื่นที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องก็ให้ล่าถอยออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บางส่วน                                                             เพราะเราคาดคะเนว่าอาจจะมีสถานการณ์ที่รุนแรง ผมได้ข่าวจากเพื่อนฝูงในขณะนั้นว่า
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกปิดตั้งแต่เที่ยงคืน เพราะว่ามีเพื่อนบางคนไม่สามารถจะออกไปจากมหาวิทยาลัยได้
ในการให้การนี่บางครั้งผมอาจจะต้อง… ไม่ทราบว่าจะเปิดเผยชื่อบุคคลอะไรต่างๆ ได้หรือไม่นะครับ ถ้าจำเป็นก็
คงจะต้องพูด ผมจะพูดเฉพาะคนที่เขาอนุญาตนะ คือในคืนวันที่ 5 ต่อเช้าวันที่ 6 เนี่ย ก็ได้อยู่กับอนุพงษ์ พงษ์
สุวรรณ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคนหนึ่งในเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นเพื่อนสนิทกัน ในช่วงนั้นเขาเป็นประธานชมรมศิลปะ
และการแสดง อนุพงษ์อยู่กับผมตั้งแต่ประมาณห้าทุ่มจนสักตีหนึ่งกว่าๆ อนุพงษ์ก็บอกว่าจะต้องไปพบนายกรัฐ
มนตรีกับคุณสุธรรม เลขาศูนย์ฯ ในขณะนั้น ก็แยกจากกัน ผมอยู่ที่ตึกองค์การนักศึกษาจนหลับไปประมาณสักตี
ห้า ก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นค่อนข้างแรง ตึกองค์การนักศึกษาสั่นไปหมดเลย เราก็วิ่งออกมาดู ปรากฏว่าเราเห็นคน
ที่อยู่ในสนามฟุตบอลเนี่ยแตกกระจายออกไปอยู่รอบสนามฟุตบอล แล้วมีพี่สุชีลา ตันชัยนันท์ รองเลขาธิการศูนย์
กลางนิสิตนักศึกษาวิ่งมาบอกผมบอกว่า มีระเบิดลงมากลางที่ชุมนุม ให้ช่วยหารถตู้เพื่อที่จะไปรับคนบาดเจ็บไป
ส่งที่โรงพยาบาล ผมวิ่งเข้าไปขณะนั้นคนก็หลบกันหมดเพราะมันน่ากลัวมาก ผมเห็นคนนอนอยู่หลายคน
เหมือนกัน พอดีมีเพื่อนจากมหาวิทยาลัยมหิดลคนหนึ่ง ชื่อวิทยา แกมีรถตู้เอามาใช้ในการเคลื่อนไหว ซึ่งรถตู้คัน
นี้ก็จะพาคนเจ็บออกไปที่โรงพยาบาลศิริราช รถตู้คันนี้ก็สามารถออกไปได้ เพราะเราต้องไปเจรจาขอให้ตำรวจซึ่ง
ในขณะนั้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านท่าพระจันทร์มีตำรวจของสน.ชนะสงครามปิดล้อมอยู่ออกไปไม่ได้ ใคร
เข้าใครออกไม่ได้ เราไปเจรจาขอให้รถตู้คันนี้ออกไป เพื่อส่งคนออกไปส่งคนบาดเจ็บส่งไปโรงพยาบาล ซึ่งก็
ออกไปได้ แล้วเขาก็ปิดเหมือนเดิม ส่วนทางหน้าประตูหอประชุมใหญ่ผมวิ่งไปดู ก็ปรากฏว่าเราไม่สามารถจะ
ออกไปได้แล้ว เพราะว่ามันมีแสงไฟไหม้บางอย่าง ผมเองก็ไม่สามารถออกไปถึงบริเวณหน้าหอประชุมใหญ่ได้
คงยืนอยู่ได้แค่ที่สนามฟุตบอลบริเวณหน้าตึกคณะนิติศาสตร์ จากจุดนี้ผมเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากอยู่ใน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งขณะนั้นมีเพียงรั้วเตี้ยๆ กั้นอยู่ แล้วก็ระดมยิงเข้ามาในตึกคณะนิติศาสตร์

ถาม: คุณเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากในพิพิธภัณฑ์ ?
กฤษฎางค์: ใช่ครับ

ถาม: ระดมยิงเข้ามาในธรรมศาสตร์ ?
กฤษฎางค์: ใช่ครับ

ถาม: ระดมยิงจากตึกของพิพิธภัณฑ์ หรือจากพื้นดิน ?
กฤษฎางค์: ตรงรั้วของพิพิธภัณฑ์จะเป็นสนามหญ้าที่ติดกับรั้วของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันเป็น
สวนประติมากรรม กำแพงประวัติศาสตร์ ซึ่งตรงนั้นเดิมเนี่ยในขณะเกิดเหตุมันจะเป็นรั้วเหล็กโปร่ง สามารถมองเห็นกันได้                                                       เจ้าหน้าที่ตำรวจจะยืนอยู่บริเวณสนามหญ้าในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ แต่ส่วนที่อยู่หน้าหอ
ประชุมใหญ่ด้านสนามหลวงผมมองไม่เห็น เพราะว่าผมไม่สามารถจะยืนได้

ถาม: ใช้อาวุธชนิดไหน ?
กฤษฎางค์: ผมอยู่ในระยะห่าง ผมสังเกตเห็นเป็นปืนยาว เป็นอาวุธปืนยาว ไม่ทราบว่า…

ถาม: ยิงทีละนัด หรือเป็นชุด ?
กฤษฎางค์: เป็นสายครับ ผมก็เพิ่งเห็นครั้งแรกเพราะท้องฟ้ามันยังมืดอยู่ มันเป็นเหมือนลูกไฟที่ออกมา พุ่งเป็น
สายออกมา เสียงปืนในขณะนั้นจะเริ่มดัง แล้วไม่ใช่ยิงทีละนัด ผมเองยอมรับว่าเพิ่งจะเคยได้ยินเสียงปืนเอ็ม 16
เป็นครั้งแรกในชีวิตก็ตรงนั้น คือเสียงปืนเอ็ม 16 ไม่ใช่เสียงดังทีละนัด มันจะเป็นเสียงพรืดติดต่อกันยาว เขายิง
แล้วเป็นแสงไฟออกมา ผมก็เลย…

ถาม: รู้ได้อย่างไรว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ?
กฤษฎางค์: แต่งตัวเป็นชุดสี…(ฟังไม่ออก) ใส่หมวกแบบหมวกเหล็กส่วนหนึ่ง แล้วก็หมวกแบเร่ต์ส่วนหนึ่ง
ผมคาดเดาว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะเครื่องแบบและการแต่งตัว แล้วมีลักษณะยืนเป็นหมวดหมู่ ผมล่าถอย
ออกมาเพราะคิดว่าไม่ปลอดภัย ในขณะนั้นผมเห็นทุกคนหมอบลงกับพื้นหมด ผมถอยออกมาที่บริเวณอาคารตึก
กิจกรรม ตึกอมธ. แล้วขึ้นไปที่อมธ.เพื่อที่จะปิดแล้วก็จะออกมา เพราะว่าในขณะนั้นมีคนเริ่มมาบอก คือมีนัก
ศึกษาเช่น จารุพงษ์ ทองสินธุ์ มาบอกพวกเราว่าให้ออกจากตึกอมธ. เพราะพวกมันกำลังบุกเข้ามาแล้ว เขาใช้คำว่า
อย่างนี้

ถาม: ขอย้อนกลับไปถามนิดหนึ่ง ตอนที่ยืนอยู่ที่ตึกนิติศาสตร์มองเห็นตำรวจจำนวนมากระดมยิงเข้า
มาจากพิพิธภัณฑ์ ตอนนั้นมีใครบุกเข้ามาในธรรมศาสตร์หรือยัง ?

กฤษฎางค์: ตอนที่ผมยืนอยู่ตรงนั้นยังไม่มีใครบุกเข้ามา เพราะว่าผมเห็นฝ่ายรักษาความปลอดภัยของนักศึกษา
ล้ม ยังนอน คือถูกยิงแล้วล้มลงบ้างเป็นบางส่วน หรือนอนหมอบอยู่หน้าหอประชุมใหญ่ อยู่บริเวณถนนหน้าหอ
ประชุมใหญ่ ผมเข้าใจว่ายังไม่มีใครบุกเข้ามาถาม: แล้วตอนนั้นคุณเห็นประตูหน้าหอประชุมใหญ่หรือไม่ ?
กฤษฎางค์: ไม่เห็น ถ้าเรายืนอยู่ที่หน้าตึกนิติศาสตร์ด้านสนามฟุตบอล เวลามองออกไปเนี่ย หอประชุมมันจะ
สูงและมุมตึกหอประชุมจะบังไม่ให้เราเห็น แต่เราเห็นแสงไฟที่กำลังไหม้อยู่

ถาม: ตอนนั้นประมาณกี่โมงนะครับ ?
กฤษฎางค์: ผมเข้าใจว่าน่าจะอยู่ประมาณตีห้า ตีห้ากว่าๆ ผมก็เข้ามาที่ตึกสโมสรนักศึกษา เอ่อ…ตึกอมธ. ครั้ง
สุดท้ายซึ่งค่อนข้างจะไม่ค่อยมีคนอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังอยู่ เดินไปเดินมา ก็บอกกันให้ล่าถอยออกมา ยัง
มีบางท่านที่ผมจำได้ อย่างพี่ที่ตอนนี้ทำงานอยู่กับทักษิณ ที่เคยเป็นนายกสโมสรแพทย์ แกพยายามโทรศัพท์อยู่
ผมจำชื่อไม่ได้ อา…พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกพยายามโทรศัพท์อยู่ที่โทรศัพท์สาธารณะที่ตึกอมธ. ในสภานัก
ศึกษา โดยล้มโทรศัพท์แล้วนอนพูดโทรศัพท์อยู่กับพื้น ผมก็บอกแกว่าให้ออกมาเถอะ เพราะว่าเขามาแล้ว เขา
มาตาม แกก็วิ่งหนีออกมาด้วยกัน พอลงมาจากตึกสโมสรนักศึกษาก็จะมีเสียงระดมยิงแล้ว ซึ่งตอนนี้ผมไม่ได้
หันกลับไปมองที่บริเวณหอประชุมใหญ่แล้ว แต่ผมรู้ว่ามีเสียงกระสุนปืนระดมยิงจากทางโน้นอย่างเดียว พวกเรา
ประมาณสามสี่คน รวมกับนักศึกษาที่อยู่บริเวณสนามฟุตบอลก็วิ่งหนีออกมาทางตึกโดม ผมเห็นวิ่งกันมาเยอะเลย
แต่ว่าพอเสียงปืนดังมากขึ้น พวกเราก็ล้มลงแล้วคลานไปบนถนนที่อยู่รอบสนามฟุตบอล โดยคลานมาทางตึก
โดม มาถึงบริเวณหน้าคณะวารสารศาสตร์ มีคนส่วนใหญ่ก็จะหลบหนีขึ้นไปบนตึกคณะวารสารฯ ผมมองขึ้นไป
เห็นคนอยู่บนตึกคณะวารสารฯ ค่อนข้างเยอะ ที่เห็นเพราะตึกคณะวารสารศาสตร์มันเป็นห้องเรียนแล้วก็จะมีหน้า
ต่างที่เป็นระเบียงยื่นออกมา แต่ผมไม่ได้ขึ้นไปที่คณะวารสารศาสตร์เพราะเห็นว่าคนเยอะแล้ว ก็เลยคลานต่อมา
บริเวณหัวมุมของสนามฟุตบอลด้านตึกโดม ซึ่งตรงนั้นมันก็จะเป็นชมรมถ่ายภาพขององค์การนักศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากจุดนี้ผมมองไปที่ตึกศูนย์ภาษาอังกฤษ ตึกศูนย์ภาษาอังกฤษเราจะมองเห็นว่าชั้น
ล่างมันเป็นลานที่มองเห็นไปถึงรั้วพิพิธภัณฑ์ เห็นนะฮะ มองไปทางนี้ ที่รั้วพิพิธภัณฑ์ก็จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ คน
ที่คล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ เหมือนที่ผมสันนิษฐานไว้ตอนที่มองจากคณะนิติฯ โผล่หน้าออกมาแล้วยิงปืนเข้ามายัง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีก เพราะฉะนั้นคนที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นทุกคนก็ต้องหมอบลง คนที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ใส่
หมวกกะโล่ ใส่หมวกแบบหมวกทหาร แต่มันเป็นหมวกสี ผมไม่แน่ใจว่าสีอะไร แต่แต่งชุดเป็นตำรวจยิงเข้ามา
เมื่อยิงเข้ามา ทุกคนที่อยู่แถวนั้นก็จะหลบ ไปไหนไม่ได้ คนที่หนีมาแล้วไม่ขึ้นตึกวารสารฯ ก็จะไปไหนไม่ได้เลย
เพราะตรงนั้นยังไม่มีสิ่งก่อสร้างเหมือนเดี๋ยวนี้ มันจะเป็นที่โล่งๆ แล้วบริเวณนั้นพอดีมันเป็นจุดที่จะอ้อมไปยัง
ด้านหลังเวทีปราศรัย ขณะนั้นธงชัยกำลังพูดอยู่ว่า พี่ครับๆ อย่ายิง พี่ๆ ตำรวจอย่ายิงเรา ธงชัยก็อยู่ใต้เวที พวกเรา
ก็หมอบอยู่กับพื้น ทางตำรวจที่อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก็ยังยิงปืนเข้ามา ขณะเดียวกันมีกระสุนปืนจากทาง
หอประชุมใหญ่ ซึ่งผมรู้สึกว่ามันไกลมากในขณะนั้นนะ ก็ยังยิงเข้ามากระทบผนังตึกโดมข้างหลังจนตึกโดมเป็น
รอยตลอด ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นจะมองเห็นหมด ก็มีนักศึกษาท่านหนึ่ง คือ คุณสุรศักดิ์ อยู่พรรคยูงทอง ถ้าผม
จำไม่ผิดนะ แกก็พยายามที่จะวิ่งข้ามไปยังอาคารตึกโดมซึ่งปิดอยู่เพื่อไปทุบกระจกของชมรมถ่ายภาพ เพื่อที่จะ
ขนคนหนีข้ามไป แต่ว่าก็ไม่สามารถทำได้ เพราะว่าทุบไปแล้วมันก็จะเป็นประตูเหล็กซี่ ในที่สุดทุกคนก็เลยตัด
สินใจคลานต่อไปยังหลังเวทีซึ่งธงชัยพูดอยู่ ซึ่งตรงนั้นจะมีประตูให้ทุกคนสามารถกระโดดหนีไปยังแผนกวัดผล
เพื่อข้ามตึกโดมหนีออกไปทางริมน้ำหรือออกประตูท่าพระจันทร์ได้ เพราะว่าเราเชื่อว่ากระสุนปืนที่ยิงมาจากหอ
ประชุมใหญ่จะไม่สามารถทำอันตรายเราได้ ถ้าเราข้ามไปอยู่อีกฝั่งของตึกโดมหรือฝั่งที่ติดด้านแม่น้ำได้
ในขณะที่ผมคลานออกไปเนี่ย ก็มีนักศึกษาคนหนึ่งที่คลานอยู่หน้าผมถูกยิงตาย กระสุนถูกที่ศีรษะ
เพราะเขาคลานอยู่ข้างหน้า แล้วเขาก็นอนหงายหลัง ก็จะมีนักศึกษาด้วยกันก็ช่วยกันลากเขาออกไป แล้วพวกเรา
ก็คลานต่อไป ทุกคนที่ไปด้วยกันชุดนี้ประมาณ 30 คน ก็สามารถกระโดดหนีเข้าไปในตึกโดม เพื่อหลบออกไป
ทางสนามหญ้าหน้าโดมที่ติดกับบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อข้ามไปได้เราก็จะเจอคนที่หลบอยู่บริเวณนั้นเยอะ
ได้ไปเจอพวกคุณสุชีลา ตันชัยนันท์ เจอคนบาดเจ็บหลายคน ปรากฏว่าถึงตอนนั้นแล้วทางพวกเราก็มีคนบาด
เจ็บอยู่ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เฝ้าประตูอยู่ทางท่าพระจันทร์เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ชนะสงคราม เพราะแต่งชุด
ตำรวจธรรมดาแบบที่รักษาความปลอดภัยอยู่ตามท้องถนนทั่วไป ไม่ได้แต่งชุดแบบตำรวจพลร่มอะไรต่างๆ พวก
เราก็ไปเจรจาขอให้เขาเปิดประตู เขาบอกเขาเปิดให้ไม่ได้ พวกเรา รวมทั้งผมเองแล้วก็อีกหลายๆ คนก็เลยตัดสิน
ใจกระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหลังตึกศิลปศาสตร์ แล้วก็ลำเลียงคนบาดเจ็บออกไป ซึ่งตอนนั้นที่ผมเห็นก็มี
หลายคนที่รู้จัก เช่น แสงจันทร์ พิลาไชย เขาได้รับบาดเจ็บที่ขาจากระเบิด แล้วก็มีคุณโกศล คุณะโกศลได้รับบาด
เจ็บที่ศรีษะ แล้วก็มีวีรชน 14 ตุลาคนหนึ่งซึ่งเดินไม่ได้ต้องใช้รถเข็น ซึ่งเขาไปอดอาหารประท้วงอยู่ในบริเวณ
ลานโพธิ์ด้วย แต่ชื่ออะไรผมจำไม่ได้ ปัจจุบันก็ยังมาร่วมงาน 14 ตุลาอยู่ประจำ ก็มีคนช่วยกันเข็น แกจะไปขอ
ออกทางท่าพระจันทร์ ตำรวจไม่ให้ ก็เลยอุ้มแก ผมไม่ทราบว่าไปยังไงนะเพราะผมไม่เห็นแก แต่ผมไปเห็นแกอีก
ทีก็คือไปขึ้นที่ท่าพระจันทร์แล้ว แกก็ตามไปด้วย เมื่อไปถึงที่ท่าพระจันทร์ เราก็เข้าไปบริเวณท่าพระจันทร์กลาง
เพื่อเรียกให้เรือเข้ามา ช่วยกันตะโกน พวกเราช่วยกันตะโกนว่าให้เรือที่รับจ้างข้ามฟากมารับคนเจ็บ ปรากฏว่ามี
เรือรับจ้างข้ามฟากมารับอยู่เหมือนกัน วีรชน 14 ตุลา กับคุณโกศล และคุณแสงจันทร์ก็ไปด้วยกันชุดนี้ แล้วพวก
เราก็ยังเรียกอีก เพราะเราไม่สามารถจะออกไปทางไหนได้ คิดว่าเราออกไปทางวัดมหาธาตุก็คงโดนจับ ปรากฏ
ว่ามันมีเรือซึ่งเขาพูดกันนะฮะ… ผมเห็นแต่ผมไม่ทราบว่าเป็นเรือของหน่วยราชการใด คนที่อยู่ตรงนั้นน่ะบอกผม
ว่าเป็นเรือของตำรวจน้ำ เข้ามากระจายเสียงพูดว่า เรือทั้งหลายอย่าเข้ามา คือกันไม่ให้เรือเข้ามารับนักศึกษาที่
บริเวณตรงนั้น เสียงที่เขาพูดเนี่ยเราได้ยินชัดเจน เขาบอกว่าอย่าเข้ามา ถ้าเข้ามา ถ้าขัดขืนจะยิง พวกเราส่วนใหญ่
ก็เลยชะลออยู่ที่นั่น แล้วผมก็ตัดสินใจหนีออกมาทางวัดมหาธาตุ ตรงนั้นเป็นบริเวณศูนย์พระเครื่อง เมื่อผมออก
มาถึงหน้าวัดมหาธาตุ ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนรออยู่แล้ว เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจของสน.ชนะสงครามสั่งให้ทุกคน
นอนลงกับพื้น แล้วเอามือจับไว้ที่ศรีษะ นอนก้มลง ก็เห็นพวกเรานอนกันยาวหมด ผมก็ลงไปนอนด้วย ผมจำได้
ติดตาว่ามีลูกเสือชาวบ้าน เป็นผู้ชายผูกผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้าน กำลังเมา เดินถือระเบิดมือ บอกว่า ไอ้พวกเนี่ย
พวกมึงหนักแผ่นดิน พวกมึงต้องตายแน่ แล้วเขาก็เอาระเบิดมือขึ้นมาถือ ซึ่งตำรวจยังได้ห้ามปรามไว้ ตอนนั้น
ผมก็คิดว่ามันเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากในเวลานั้น ขณะที่นอนอยู่ประมาณสักสองสามนาที เราก็เกือบจะถูกยิงด้วยนะ
คนที่กำลังนอนคว่ำอยู่เนี่ย ยิงจากกุฏิพระ คือวัดมหาธาตุจะมีกุฏิพระที่อยู่ติดถนน แต่ตรงนี้ผมไม่เห็นว่าใครยิงนะ
ครับ แต่มันเป็นเสียงปืนที่ดัง แป๊ะ แป๊ะ แป๊ะ คือมันไม่ใช่ปืนที่หนักน่ะนะ มันเป็นปืนเหมือนปืนลูกโม่ ปืนอะไร
อย่างนี้ ยิงมา ผมก็นอนคว่ำหน้าอยู่ คิดว่าเราคงจะโดนบ้าง มันดัง แป๊ะ แป๊ะ แป๊ะ อย่างนี้ตลอดเวลา ก็เลยตัดสิน
วิ่งหนีกลับออกมา วิ่งสวนหนีกลับมาเลย ผมหนีไม่ยอมอยู่ เพราะว่าคิดว่ายังไงคงต้องโดนจับ ก็เลยหนีกลับเข้า
มาที่ศูนย์พระเครื่องอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็พอดีมีบ้านชาวบ้านเขาเปิดอยู่ ผมก็เลยหนีหลบเข้าไปอยู่ในบ้านชาวบ้าน
แถวนั้น พวกชาวบ้านเขาก็ดูแลเรา มีนักศึกษาผู้หญิงอยู่ประมาณสี่ห้าคน เขาก็ดูแลเราอย่างดี เราก็เลยปิดประตูอยู่
ในบ้านเขา ไม่ได้ออกมาจนกระทั่งสี่โมงเย็น แต่ตลอดเวลาเราจะได้ยินเสียง คนตะโกนด่านักศึกษา แล้วก็เอาของ
ตี เอาไม้ตี ไล่ พูดคำหยาบคาย แล้วก็ไล่ต้อนนักศึกษาออกไป ตั้งแต่ผมหนีออกจากธรรมศาสตร์จนกระทั่งผมมา
อยู่บ้านหลังนี้ เสียงปืนจะดังตลอด เราหลบอยู่ในนี้จนกระทั่งสี่โมงเย็น เราถึงออกมา ผมออกมาก็ยังเห็นสภาพ
ซากปรักหักพัง เนื่องจากวันนั้นฝนตกถ้าผมจำไม่ผิด ตอนเช้าๆ เนี่ยฝนตกน้ำก็จะเจิ่งนอง เห็นกีตาร์ของนักศึกษา
เสื้อผ้าของนักศึกษากองอยู่เต็มถนน ในท่าพระจันทร์เนี่ยเยอะแยะเลย แต่ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่มีอะไรเลย
ผมหลบออกมากับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นรุ่นน้องธรรมศาสตร์ ก็เดินมาขึ้นเรือ มันมีเรือหางยาวรออยู่ ซึ่งตรง
นั้นเป็นท่าเฉพาะเรือหางยาว มีเรือหางยาวที่จะไปออกทางคลองบางกอกน้อย เราก็คิดว่าจะนั่งเรือหางยาว เพราะ
เราไม่เสี่ยงที่จะเดินออกไปที่ถนนใหญ่ เราก็เสี่ยงขึ้นเรือหางยาว ผมกับน้องผู้หญิงคนนั้นชื่อ กุ้ง เป็นเด็กธรรม
ศาสตร์ปี 1 ในขณะนั้น เมื่อเราลงไปเราก็เจอนักศึกษาธรรมศาสตร์หลายคนนั่งอยู่ในเรือ เราก็เริ่มรู้สึกว่าท่าทางมัน
จะไม่ดี เพราะมีลูกเสือชาวบ้านเดินมาที่ท่าเรือซึ่งพวกนักศึกษานั่งอยู่ แล้วมาพูดกับคนขับเรือว่า เฮ้ย มึงจะโชค
ไม่ดีนะเอาไอ้พวกนี้ไป ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขารู้ว่าผมเป็นนักศึกษา เพราะผมก็เปลี่ยนเสื้อมาแล้ว แต่มันอาจจะ
เป็นเพราะเราใส่แว่นตา แล้วเด็กที่นั่งอยู่ก็เป็นหน้าตาเหมือนเด็ก เขาบอก มึงจะโชคไม่ดีถ้ามึงรับพวกนี้ไป ผมก็
เลยชวนกุ้ง บอกขึ้นมาเถอะ แล้วเราก็ขึ้นเดินย้อนพยายามจะออกไปทาง แฟลตทหารเรือที่อยู่เลยไปหน่อย ก็เดิน
เลียบแม่น้ำไป เดินคล้อยหลังได้สักพัก เราก็ได้ยินเสียงท้อปบู๊ตวิ่งมา ตึกๆๆๆๆ คือเป็นเสียงตำรวจ อันนี้เป็น
ตำรวจ ผมจำแม่นเลย แต่งชุดสีน้ำเงิน มาสี่ห้าคน วิ่งไล่มา จะมาจับนักศึกษาที่นั่งอยู่ในเรือ นักศึกษาที่นั่งอยู่ใน
เรือคนหนึ่งคือ พี่อ๋อง อยู่พรรคแนวประชา แกก็โดดน้ำหนี เรือก็คว่ำกันใหญ่ ผมกับกุ้งก็เลยเดินหนีไปเลย                                                                     พยายามเดินหนีไปโดยไม่หันกลับมามอง แต่ผมเห็นแล้วว่าเรือมันล่มคนโดดน้ำกัน ผมไม่เห็นว่าสุดท้ายเป็นยังไง
แต่ทราบภายหลังว่าเขาไม่โดนจับนะ เพราะหลังจากเหตุการณ์นั้นก็มาเจอเขาที่มหาวิทยาลัย เขาบอกว่าเขาหนี
ได้ ผมกับกุ้งเดินหลบรอดออกมาได้แล้วขึ้นเรือที่ท่าช้างวังหลังกลับบ้าน นี่คือส่วนที่ผมได้เห็นความโหดร้ายที่
เกิดขึ้นในเหตุการณ์วันนั้นนะครับถาม: ยังจำบ้านที่เข้าไปหลบภัยได้ไหม ขณะนี้ยังอยู่หรือเปล่า ?
กฤษฎางค์: ผมเคยไปเยี่ยมแกหลังเกิดเหตุปีที่สองนะฮะ หลังจากนั้นก็ไม่ได้ไปอีกเลย แต่ยังจำได้ว่าบ้านหลัง
ไหน

ถาม: คนที่ต้อนรับนี่… 
กฤษฎางค์: เป็นผู้ชาย คนจีน อายุประมาณสักเกือบ 60 แล้ว ผมจำภาพเขาได้เลย ว่าเขาใส่เสื้อกล้ามนุ่งกางเกง
ขาสั้นสีน้ำเงิน เขาฉุดเราขึ้นมา ตอนที่เขาฉุดผมเข้าไปเนี่ย ก็คือเขาเปิดประตู ประตูมันเป็นแบบประตูเหล็ก เขาเปิด
นิดเดียว แล้วเขาก็ดึงอย่างนี้ ดึงเราเข้าไป แล้วก็ดึงกุ้งเข้าไป พอเข้าไป เราเห็นคนอยู่หลายคน นั่งอยู่ข้างล่าง แล้ว
เขาก็บอกว่าเดี๋ยวขึ้นไปข้างบนกัน ขึ้นไปชั้นสอง แล้วก็ไปนอน ผมก็หลับไป ด้วยความเหนื่อย ผมจำได้ว่าเขาเอา
มันต้มมาให้กิน และก็ให้เปลี่ยนเสื้อผ้า คนที่อยู่กับเรามีประมาณสักห้าหกคนนะ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเขาร้องไห้
ตลอดเวลา ผมต้องคอยปลอบเขา เขาบอกว่าพี่ชายเขาถูกยิง แล้วก็ร้องไห้อยู่อย่างนั้น เราก็บอกให้เงียบๆ
ผู้ชายคนที่รับเราเข้าบ้านนี้เขาดี พอสี่โมงเย็นเราจะออกมาเขาก็ให้ลูกชายเปิดประตูออกมาเดินดูก่อน
แล้วถึงให้พวกเราออกไป ทยอยกันออกไป ผมเป็นชุดแรกที่ออกไป ตอนหลังผมถามเพื่อน มีเด็กธรรมศาสตร์คน
หนึ่งที่ติดอยู่ในบ้านหลังนี้พร้อมผม หลังจากนั้นมาเจอเขา… (เทปหมดม้วน)
(ต่อเทปม้วนใหม่) …เขาบอกว่ามีคนเอาศพไปเผานะพ่อ เราก็ถามว่าศพที่ไหน คือเราก็นึกว่ามีกองกำลังอีกฝ่ายหนึ่งมาช่วยพวกเรา                                          คือเอาศพของผู้ตายไปแห่ เขาบอกไม่ใช่ มีคนเอาศพไปเผาอยู่ที่บริเวณที่แม่ธรณีบีบมวยผม เขาบอกอย่างนั้น                                                                    เราก็รับรู้ข่าวจากเขากับวิทยุที่เขาเปิด แล้วเขาก็จะขึ้นมาดูเราทุกๆ ชั่วโมงว่าเป็นอะไร กินอะไรมั้ย                                                                                          เสร็จแล้วตอนเย็นพอผมบอกเขาจะออกไปเนี่ย เขาก็ยังบอกให้เปลี่ยนเครื่องแต่งตัว ใส่รองเท้าแตะเขาด้วยนะ                                                                     แล้วก็ให้ลูกเขามาดูก่อน เขาค่อนข้างดี

ถาม: ตอนที่อยู่ในธรรมศาสตร์ ตำรวจพยายามที่จะเข้ามาเจรจาบ้างไหม ?
กฤษฎางค์: ตอนไหนครับ

ถาม: ช่วงเช้ามืด
กฤษฎางค์: ถ้าเป็นเช้าวันพุธที่ 6 นี่ไม่มีเลยครับ ตั้งแต่ที่ผมว่าตั้งแต่เที่ยงคืนมา กระแสความรู้สึกของเราก็คือว่า
เราถูกปิดล้อม แล้วการเจรจาขอออกไป ก็ออกไปไม่ได้ มันเป็นอย่างนี้นะครับ เท่าที่ผมไปสัมผัสที่ตรงประตูท่า
พระจันทร์ ไม่มีการเจรจา คือประตูหอใหญ่นี่เขาไม่ให้พวกเราออกไปอยู่แล้ว ตรงนั้นจะเป็นหน่วยรักษาความ
ปลอดภัยที่เป็นนักศึกษารามคำแหง หรือคนที่ค่อนข้างจะแข็งแรง คือเราเป็นเด็กธรรมศาสตร์ไม่ค่อยแข็งแรง
ตรงนั้นเขาค่อนข้างรุนแรง แต่ตรงบริเวณท่าพระจันทร์ในช่วงก่อนเที่ยงคืนเขาจะให้คนออก ก่อนเขาเริ่มปิดล้อม
เขาจะให้คนออก แต่ไม่ให้คนเข้า เขาจะให้คนออกเลยครับ เพราะว่าเขาคงคิดจะทำลายการชุมนุม เขาก็ให้คน
ออกตลอด แต่พอหลังเที่ยงคืนตรงปุ๊บเขาจะไม่ให้คนออกเลย แล้วก็เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ตรงนั้นก็เป็นเจ้าหน้าที่
ระดับล่าง สูงสุดก็ระดับนายร้อย ซึ่งไม่เคยมีการเจรจา แล้วก็สิ่งที่เกิดขึ้น คือ หลังจากระเบิดลูกแรกตูมตอนตีห้า
ธงชัยจะพยายามพูดตลอดบนเวที ผมว่าเขาก็พูดตลอดว่า พี่ตำรวจหยุดยิงนะครับ เรามีแต่มือเปล่า ตัวแทนของเรา
กำลังเจรจากับรัฐบาลอยู่ ขณะนี้ตัวแทนเรากำลังไปพบรัฐบาล
ความรู้สึกของคนที่อยู่ข้างในอย่างผม ผมรู้สึกว่าเรากำลังถูกปิดล้อมเพื่อที่จะบุกเข้ามาฆ่า ใช้คำว่าฆ่า
ไม่ใช่จับนะ ต้องหนีแบบกระเสือกกระสน คือถ้าคนอยู่ในที่นั้นจะจำได้ มันเหมือนกับเราอยู่ใกล้ชิดความตาย
ค่อนข้างมาก มันเหมือนสงครามครับ อย่างที่ตอนที่เราหมอบลงแล้วเขายิงปืนอยู่เหนือหัวเราไปโดนตึกโดม
เหมือนในหนัง กระสุนโดนตึกโดมแล้วฝุ่นฟุ้งตกลงมา ฟิ้วๆๆ แล้วฝุ่นจากผนังตึกก็ร่วงลงมา แล้วเสียงจะดัง

ตลอด พูดอย่างนี้เราจะไม่ค่อยรู้สึกนะ แต่พอเราไปหลบอยู่บ้านชาวบ้าน แล้วพอตื่นมา เหมือนโลกมันขาดอะไร
ไปอย่าง คือมันเงียบ เพราะตั้งแต่ตีห้ามานี่มันจะดังตลอด มันจะตูมตาม เสียงปืนนี่จะดังตลอด ดังมาก ดังตลอด
เวลามันยิง มันยิงอะไรของมัน มันเอาอะไรของมันมายิงได้ มันยิงตลอดเวลา จนกระทั่งแปดโมงเช้าที่ผมไปอยู่ใน
บ้านชาวบ้านแล้วก็ยังดังตลอด ความรู้สึกเราใกล้ๆ กำลังจะตาย เรากำลังจะตาย ไปถึงนั่นเราก็ได้เห็นน้ำใจของคน
หลายครั้งหลายหนหลายคน เช่นเราไปถึงท่าน้ำก็จะมีเด็กผู้หญิงที่ว่า… ขอโทษฮะ เขามีประจำเดือน เขาก็โดดลง
น้ำไม่ได้ เราก็บอกว่าไม่เป็นไร ลงไปเลย โดดลงไปก่อน หรือตอนที่พอเราหลบไปอยู่ตรงบริเวณตึกโดมด้านที่อยู่
ติดแม่น้ำเจ้าพระยานี่ก็ไม่ใช่ว่าปลอดภัย พอไปถึงแล้วเราก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะว่ามันยังมีเสียงปืน แล้วมันก็
มีความรู้สึกคล้ายๆ กับว่าเขากำลังไล่เรามาจากทางตึกโดมด้านนั้นอยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าถามอย่างนี้ ก็ตอบได้เลยว่าไม่
มีการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น ผมได้ไปคุยกับตำรวจ ขอคนออกเขายังไม่ให้ออก ตอนประมาณสักตีห้ากว่าๆ หกโมงที่
ผมหนีมาอยู่ฝั่งนี้แล้ว ประตูท่าพระจันทร์ก็ปิดตาย มีตำรวจยืนปิดหมด แต่มีข้อน่าสังเกตอย่างก็คือว่า ตอนที่ผม
กับพวกเราว่ายน้ำไปขึ้นที่บริเวณท่าพระจันทร์ ตำรวจเป็นคนฉุดผมขึ้นมา คือเป็นตำรวจระดับเฝ้าป้อมยามนี่
แหละ เอ้า..ขึ้นมา ไปนู่นเลย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาช่วยเรา เขาก็ดึงๆ ทุกคนขึ้นมา

ถาม: นี่ตำรวจหน่วยไหน ?
กฤษฎางค์: ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ระดับรักษาความปลอดภัยธรรมดา คือด้านท่าพระจันทร์มันจะแตกต่าง
จากที่ผมเห็นด้านหอใหญ่ หรือด้านพิพิธภัณฑ์ อย่างด้านพิพิธภัณฑ์นี่ชัดเจนเลย ท้าวความถึงตอนที่ผมหลบมาอยู่
ด้านบริเวณศูนย์ภาษาที่ผมบอกผมมองออกไปเห็นตำรวจยิงเข้ามา ตรงนี้นี่เป็นตำรวจแบบหน่วยรบเลยครับ แล้ว
ยิงเข้านี่ยิงแบบกระจก… คือตึกศูนย์ภาษาของธรรมศาสตร์จะเป็นกระจกหมด กระจกนี่แตกหมดเลย ยิงเปรี้ยงๆๆ
เข้ามานี่เป็นปืนสั้น ตำรวจที่อยู่ตรงศูนย์ภาษาอังกฤษกับที่อยู่ตรงท่าพระจันทร์ที่เขายิงเข้ามานี่ เขาใช้ปืนสั้น ยิง
เข้ามา เห็นเลย เห็นชัด ถ้าเรามอง..เราจะมองเห็น

ถาม: ศูนย์ภาษาอังกฤษอยู่ตรงไหน ช่วยชี้ที่แผนที่หน่อย ที่เห็นตำรวจยิงปืนสั้นมาจากพิพิธภัณฑ์ ?
กฤษฎางค์: พิพิธภัณฑ์จะเป็นรั้วสีแดงยาวไปตลอด มาถึงศูนย์ภาษาก็เป็นรั้ว ถ้าผมไปอยู่หัวมุมตึกคณะวารสารฯ เนี่ยเขาจะยิงเข้ามา เพื่อไม่ให้คนสามารถคลานผ่านตรงช่วงนี้ได้ ส่วนที่ผมเรียนครั้งแรกว่าผมอยู่หน้าตึกคณะนิติศาสตร์ ผมอยู่ตรงจุดนี้ มองเห็นพิพิธภัณฑ์ แต่ผมจะไม่สามารถมองเห็นประตูมหาวิทยาลัยด้านสนามหลวงได้ ผมเห็นพวกเขาเข้าแถวกันอยู่เลย ที่ยิงเข้ามาเนี่ย… แล้วพอผมออกจากอมธ. ผมก็คลานเข้าไปตรงนี้เพื่อที่จะหนีมาตรงนี้ (ชี้แผนที่ประกอบ) ปรากฏว่าประตูตรงนี้มันปิด เราก็เลยมาหลบอยู่มุมนี้ เราสามารถมองเห็นเขายิงเข้ามาตลอดเวลา ในขณะที่ทางนี้ก็ยิงเข้ามา ฉะนั้นคนที่อยู่ตรงนี้จะเสี่ยงมากถ้าวิ่งข้ามมาที่ตึกโดม

ถาม: หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคุณถูกคุกคามหรือถูกติดตามบ้างหรือเปล่า และดำเนินชีวิตต่อมาอย่างไร ?
กฤษฎางค์: ผมไม่ถูกติดตาม คือผมไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาติดตามหรือเปล่า คือพ่อผมเป็นข้าราชการ รับราช
การอยู่ต่างจังหวัด หลังจากนั้นประมาณสองวัน พ่อก็มาพาผมไปที่อยู่ลำปางครับ ไปอยู่สองเดือน จนกระทั่ง
มหาวิทยาลัยเปิด เปิดเรียน ผมก็กลับมาเรียนตามปกติ ก็ไม่ได้เดินทางไกลไปป่าเขากับเพื่อนฝูง เพราะว่ามีความคิด
เห็นไม่ตรงกัน ก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และยังทำกิจกรรม หลังจากเหตุการณ์นั้นประมาณปีสองปี ผมก็สมัคร
เป็นนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชุดแรกหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็สมัครรับเลือกตั้ง
แล้วก็ได้เป็นนายก อมธ.ในช่วงที่เกิดวิกฤต ช่วงก่อนหน้านั้นก็ไม่มีการคุกคามนะ เว้นแต่ว่าเขามาคุกคามในฐานะ
ที่เราเป็นองค์การนักศึกษา เช่นเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้ามาค้น อะไรอย่างนี้ ในช่วงปี 20, 21, 22 เราก็เจอบ้าง แต่โดย
ส่วนตัวเขาก็ไม่ได้มายุ่งกับผม เพราะเขาคงทราบว่าผมไม่มีอะไร

ถาม: ในฐานะทนายความคิดว่าถ้ามีความเป็นธรรมในสังคมไทยตอนนี้ อยากเห็นรัฐบาลไทยทำอะไร
บ้างเกี่ยวกับเรื่อง 6 ตุลา ในปัจจุบัน ?

กฤษฎางค์: ผมมีความเห็นอยู่สองประการ ประการแรก ผมเห็นว่าพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่คณะปฏิรูป
เขาออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ปราบปรามนิสิตนักศึกษาประชาชนในขณะนั้น เป็นกฎหมายที่ขัดต่อหลัก
นิติธรรม ไม่น่าจะใช้ได้ จริงๆ พวกนั้นยังมีความผิดอยู่ แต่เมื่อมาถึงตอนนี้แล้ว สิ่งที่อยากให้พวกเราเรียกร้อง ซึ่ง
ผมพูดกับพวกเราหลายครั้งว่า รัฐบาลไทยน่าจะขอโทษต่อผู้สูญเสีย อาจจะเป็นผู้ตาย หรือญาติของผู้ตาย ในนาม
ของรัฐบาลไทย แล้วจ่ายเงินชดเชยทดแทนกับบรรดาผู้ที่สูญเสียในเหตุการณ์ 6 ตุลา คือว่าถ้ารัฐบาลคิดว่ากฎหมาย
ไม่สามารถที่จะยกเลิกเพิกถอนได้ หรือเอาตัวคนผิดมาลงโทษไม่ได้แล้ว ผมคิดว่ารัฐบาลไทยควรจะขอโทษต่อวีร
ชน 6 ตุลา หรือพ่อแม่ลูกเมียของผู้ที่ตายในเหตุการณ์ 6 ตุลา แล้วจ่ายเงินค่าทดแทนให้กับพวกเขา

ถาม: คุณมองว่าผู้ที่ต้องรับผิดชอบตรงนี้คือ รัฐไทย ?
กฤษฎางค์: คือรัฐครับ