นังปุ๊ก กับ 6 ตุลา โดย ภิวัฒน์ ปัณณปาตี

นังปุ๊ก กับ 6 ตุลา
โดย ภิวัฒน์ ปัณณปาตี
“นังปุ๊ก” เป็นแมวที่ผมเลี้ยงไว้เมื่อตอนยังเป็นเด็ก
ขนของนังปุ๊กมีสามสี ส่วนใหญ่สีดำ มีสีขาวและเหลืองแซมประปรายทั่วตัวจนถึงหาง เท้าทั้งสี่ของมันเป็นสีขาวเหมือนกันหมด ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เห็นจะได้แก่ใบหน้าของมันซึ่งถูกแบ่งครึ่งโดยขนสองสีพอดี ซีกหนึ่งเป็นสีดำ อีกซีกเป็นสีเหลือง
สมัยนั้น บ้านของผมเป็นร้านอาหารอยู่แถวท่าพระจันทร์ ของกินสำหรับนังปุ๊กจึงค่อนข้างบริบูรณ์ มันเติบโตเป็นแมวสาวรุ่นที่มีขนเป็นเงามัน ขี้เล่นและซุกซน จัดว่าเป็นแมวที่มีอุปนิยสัยร่าเริงและฉลาดผิดธรรมชาติแมว
ครั้งหนึ่งผมสอนให้มันฉี่ใส่ลงรูคอห่านที่ห้องน้ำ โดยการอุ้มมันเข้าห้องน้ำ แล้วใช้ตัวผมเองเป็นผู้สาธิต ปรากฏว่าจากนั้นมามันมักจะถ่ายเบาลงส้วมเสมอ และจะยืนคอยจนกว่าจะมีคนเอาน้ำไปราด
นังปุ๊กใช้ชีวิตแบบแมวเลี้ยงทั่วไป เราไม่ค่อยเห็นมันจับหนู หากจะมีบ้างก็คงเพราะสัญชาตญาณแมว เมื่อจับได้ก็มักจะเล่นกับหนูที่มันงับจนตาย มากกว่าจะจับมากิน เพราะตัวมันกินอิ่มอยู่แล้วทุกมื้อ
อาม่าผมเป็นคนรักแมว แกจะมีปลาทูสดไว้ในตู้เย็น สำหรับคลุกข้าวให้นักปุ๊กกินทุกเช้า-เย็น สัญญาณเรียกของอาม่าก็คือการเคาะจานสังกะสีกับพื้นเสียงดังเป๊งๆ เพียงไม่นาน ไม่ว่านักปุ๊กจะสถิตอยู่ที่ใด มันจะวิ่งเร็วจี๋มาที่จานอาหารใบนั้นทันที
เช้าวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519 ผมตื่นมาอาบน้ำเตรียมตัวไปโรงเรียน ก็พบว่าร้านเรายังไม่เปิด พี่ๆ ผมบอกว่าวันนี้ไม่ต้องไปโรงเรียนเพราะที่ธรรมศาสตร์มีเหตุการณ์รุนแรง ผมแอบดีใจที่ไม่ต้องไปโรงเรียน แต่ก็นึกเสียดายที่ไม่ได้ส่งงานวิชาวาดเขียน ซึ่งอุตส่าห์นั่งระบายสีอย่างงามตลอดวันอาทิตย์
ประมาณ 7 โมงเช้า เสียงระเบิดดังก้องเหมือนตกลงมาที่ข้างบ้าน ทำเอาผมสะดุ้งและนึกกลัว โดยปกติพวกเราคุ้นเคยกับเสียงปืนที่ดังประปรายเป็นระยะ เพราะชัยภูมิบ้านเรานั้นใกล้ทั้งธรรมศาสตร์และสนามหลวง ซึ่งว่ากันว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการเมืองในช่วงนั้นพอดี
แต่เสียงดังคราวนี้ไม่เหมือนปกติ ผมรู้สึกมีภัยใหญ่หลวงใกล้เข้ามา นังปุ๊กขนลุกตั้งชัน วิ่งพล่านแววตาหวาดกลัวอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน อาม่าพยายามไล่จับมัน แต่ไม่เป็นผล มันหลบไปอยู่ส่วนไหนของบ้านก็ไม่มีใครรู้ แต่เวลานับจากนั้นคือช่วงที่เกิดเรื่องราวมากมายขึ้นที่บ้านของผม
คนแปลกหน้ามากมายหนีเข้ามาที่บ้าน แล้วก็ถูกจับกวาดต้อนออกไป
พี่สาวเกือบถูกฉุดจับไปด้วย ดีแต่ว่าแม่รั้งดึงคว้าตัวเธอกลับมาทัน
คนในเครื่องแบบหลายคนเข้าค้นบ้าน บางคนตะคอกใส่หน้าพ่อกับแม่
พี่ชายของผมคนหนึ่งถูกพานท้ายปืนฟาดขณะออกไปเปิดประตูเมื่อมีคนข้างนอกทุบประตูเรียก เขาถูกลากตัวออกไปต่อหน้าต่อตาพ่อและแม่ มีเสียงปืนกลดังกราดหลังจากนั้น พี่สาวเข่าอ่อน หัวใจของแม่แหลกสลาย
ป้าของผมมีบ้านอยู่ที่ประตูน้ำ แกสั่งให้ลูกสาวเดินทางมารับพวกเราหนีไปอยู่ที่นั่น
“ไปช่วยเด็กกับคนแก่ออกมา ถ้าช่วยไม่ได้ก็ไม่ต้องกลับมา” แม่เล่าให้ฟังถึงคำกำชับของป้า
ผมกับพี่น้องและอาม่ารวมห้าคนหลบภัยไปอยู่ประตูน้ำได้เกือบเดือน เมื่อกลับมาที่บ้านท่าพระจันทร์ก็พบว่านังปุ๊กถูกพ่อผมนำไปปล่อยทิ้งเสียแล้ว หัวใจของผมร้าวราน ไม่ต่างไปจากบรรยากาศในครอบครัวของเราขณะนั้น
ความซึมเศร้าในใจอยู่เป็นเพื่อนผมไม่นาน เช้าวันหนึ่ง เสียงเรียกของพี่ๆ ให้ผมตื่นลงมาดูอะไรบางอย่าง ผมงัวเงียลงมาชั้นล่าง เห็นนังปุ๊กยืนทำหน้าบ้องแบ๊ว ขนตามตัวแห้งกรังสกปรก ผมร้องเรียกและวิ่งเข้าไปกอดมันด้วยความดีใจ แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด มันคงแห้งไปหมดแล้วหลังจากเช้าวันที่ 6
มีคนกล่าวว่าแมวนั้นรักบ้าน หมารักเจ้าของ ฉะนั้นไม่ว่าแมวจะหลงทางหรือถูกนำไปปล่อยทิ้งไว้ที่ไหน มันจะสามารถหาทางกลับบ้านจนได้เสมอ นังปุ๊กก็คงอยู่ในข่ายนี้
ผมอยากถามมันว่าไปผจญภัยที่ไหนมา ลำบากแค่ไหน เจออะไรมาบ้าง แต่เท่าที่ทำได้คือลูบขนแห้งสกปรกตามหัวตามตัวของมันไปมา และเกาคางให้อย่างที่มันชอบ ถ้ามันพูดได้ มันก็คงถามผมเหมือนกันว่า แล้วเธอล่ะเป็นอย่างไรในช่วงที่ฉันไม่อยู่ คิดถึงฉันรึเปล่า แต่มันก็ทำได้เพียงใช้ใบหน้าเคล้าเคลียมือและขาของผมไม่หยุด
นังปุ๊กกลับมาอาศัยอยู่ที่บ้านผมด้วยความสำราญดังเคย หลายครั้งที่ผมกลับมาจากโรงเรียนแล้วพบมันนอนนิ่งอาบแดดยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาอย่างสบายอารมณ์ ขนสีดำของมันกลับมาเป็นมันเงาสะท้อนแสงแดดจนผมอดไม่ได้ที่จะเข้าไปลูบและเกาคางให้มันทุกครั้ง
ผมไม่รู้ว่านังปุ๊กจะมีความทรงจำถึงคืนวันอันโหดร้ายนับจากเช้าวันที่ 6 บ้างหรือไม่ ถ้ามันฉลาดถึงกับทำอะไรๆ ผิดนิสัยแมวทั่วไปอย่างที่ผมเล่ามา ผมก็เชื่อว่ามันน่าจะจดจำเรื่องราวทั้งร้ายและดีได้ไม่น้อยไปกว่าคนอย่างผม
เพียงแต่อาจจะต่างกับเราตรงที่ว่า ความทรงจำของแมวคงไม่กลายเป็นบาดแผลฝังอยู่ในใจเหมือนกับคน
เท่านั้นเอง